เริมที่ปากเกิดจากอะไร?
- เริมที่ปากเกิดจากเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus ชนิด 1 (HSV-1) เป็นหลัก
- เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น จูบ ใช้แก้วน้ำ/ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน
- เมื่อติดเชื้อแล้วไวรัสจะซ่อนตัวในปมประสาทตลอดชีวิตและกำเริบซ้ำได้
- อาการเด่นคือตุ่มน้ำใสรอบปาก แสบคัน ก่อนแตกเป็นแผลตกสะเก็ด หายเองใน 7-10 วัน
- ปัจจัยกระตุ้นให้กำเริบ ได้แก่ ความเครียด พักผ่อนไม่พอ แดดจัด ไข้ และภูมิคุ้มกันต่ำ
- ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir (Vilerm) ช่วยให้แผลหายไวขึ้นเมื่อใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- หากตุ่มลามเร็ว ลามใกล้ตา หรือกำเริบถี่กว่า 6 ครั้ง/ปี ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์
- เริมที่ปาก คืออะไร?
- เริมที่ปากเกิดจากอะไร (HSV-1 vs HSV-2)?
- เริมที่ปาก อาการเป็นอย่างไร แบ่งกี่ระยะ?
- เริมที่ปากติดต่อได้อย่างไร?
- อะไรกระตุ้นให้เริมที่ปากกำเริบซ้ำ?
- เริมที่ปาก ต่างจากร้อนในและปากนกกระจอกอย่างไร?
- แนวทางการรักษาเริมที่ปากโดยรวม
- เริมที่อวัยวะเพศ ต่างจากเริมที่ปากหรือไม่?
- วิธีป้องกันเริมที่ปากไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
- เริมที่ปาก มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?
- เมื่อไหร่ควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร?
- สรุป: ดูแลเริมที่ปากให้หายไวและไม่กลับมาเป็นซ้ำ
- คำถามที่พบบ่อย
เริมที่ปาก คืออะไร?
เริมที่ปาก (Cold sore) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ชนิดที่ 1 (HSV-1) ที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำเล็กๆ เป็นกลุ่มบริเวณริมฝีปากหรือรอบปาก มักถูกเรียกว่า "fever blister" ตามความเข้าใจเดิมว่าเกิดจากไข้เพียงอย่างเดียว
พบที่ตำแหน่งไหนได้บ้าง
เริมที่ปากพบบ่อยที่สุดบริเวณ ริมฝีปาก มุมปาก และผิวหนังรอบจมูกหรือคาง ต่างจาก "แผลในปาก" หรือร้อนในที่เกิดในช่องปาก (กระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก) เพราะเริมที่ปากเป็นแผลที่ผิวหนังภายนอก ไม่ใช่เยื่อบุในช่องปาก
เป็นแล้วหายขาดไหม
เมื่อติดเชื้อ HSV-1 ครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะคงอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต โดยซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทและกำเริบซ้ำเป็นระยะเมื่อร่างกายเจอปัจจัยกระตุ้น ทำให้เริมที่ปากเป็นภาวะที่ "ควบคุมได้" มากกว่า "รักษาให้หายขาด"
เริมที่ปากเกิดจากอะไร (HSV-1 vs HSV-2)?
เริมที่ปากเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (HSV) เป็นหลัก โดยเฉพาะสายพันธุ์ HSV-1 ซึ่งติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำลายหรือแผล เช่น การจูบ หรือใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
กลไกการติดเชื้อครั้งแรก
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายครั้งแรก (primary infection) มักไม่มีอาการชัดเจนหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จากนั้นไวรัสจะเดินทางผ่านเส้นประสาทไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (latency) และสามารถ "ตื่น" กลับมาสร้างตุ่มซ้ำได้เมื่อร่างกายเจอปัจจัยกระตุ้น
HSV-1 กับ HSV-2 ต่างกันอย่างไร
HSV-1 ติดต่อหลักผ่านน้ำลายหรือสารคัดหลั่งทางปาก จึงเป็นสาเหตุของเริมที่ปากมากที่สุด ส่วน HSV-2 ติดต่อหลักผ่านเพศสัมพันธ์และเป็นสาเหตุของเริมที่อวัยวะเพศมากกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสายพันธุ์ "ข้ามตำแหน่ง" กันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (oral sex) เช่น HSV-1 ที่ปากสามารถแพร่ไปเป็นเริมที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน
| ประเภทไวรัส | ตำแหน่งที่พบบ่อย | ช่องทางติดต่อหลัก | โอกาสเป็นเริมที่ปาก | โอกาสเป็นเริมที่อวัยวะเพศ |
|---|---|---|---|---|
| HSV-1 | ปากและรอบปาก | สัมผัสน้ำลาย/แผลโดยตรง เช่น จูบ | สูง (พบบ่อยที่สุด) | พบได้ (ผ่าน oral sex) |
| HSV-2 | อวัยวะเพศ | เพศสัมพันธ์ | พบได้น้อยกว่า | สูง (พบบ่อยที่สุด) |
เริมที่ปาก อาการเป็นอย่างไร แบ่งกี่ระยะ?
เริมที่ปากมีอาการเป็นระยะชัดเจน ตั้งแต่คันแสบก่อนตุ่มขึ้น จนถึงตกสะเก็ดหาย การรู้จักแต่ละระยะช่วยให้เริ่มใช้ยาต้านไวรัสได้ทันเวลาและได้ผลดีที่สุด
ระยะที่ 1 — ระยะเตือน (Prodrome)
รู้สึกคัน แสบ ตึง หรือชาบริเวณที่จะขึ้นตุ่ม มักเกิดก่อนเห็นผื่นชัดเจนประมาณ 1 วัน เป็นช่วงที่ทายาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุด
ระยะที่ 2 — ระยะตุ่มน้ำ
เกิดตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มประมาณ 3-5 ตุ่ม บริเวณผิวจะแดง บวม และปวดมากขึ้น
ระยะที่ 3 — ระยะแผลแตก-เยิ้ม
ตุ่มแตกออกมีน้ำเหลืองไหลซึม เป็นช่วงที่ แพร่เชื้อได้มากที่สุด
ระยะที่ 4 — ระยะตกสะเก็ด-หาย
แผลตกสะเก็ดสีน้ำตาลทอง แล้วค่อยๆ หลุดออกเองโดยส่วนใหญ่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
ใช้เวลารวมกี่วัน
โดยรวมเริมที่ปากมักหายเองภายใน 7-10 วัน และสะเก็ดแผลจะหลุดออกเองภายในประมาณ 6-14 วัน
เริมที่ปากติดต่อได้อย่างไร?
เริมที่ปากติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับแผลหรือสารคัดหลั่ง แม้ในช่วงที่ไม่มีตุ่มให้เห็นก็ยังแพร่เชื้อได้
ช่องทางติดต่อหลัก
- จูบหรือสัมผัสใกล้ชิด กับผู้ที่มีเชื้อ
- ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ลิปมัน ผ้าเช็ดหน้า
- Oral sex — เชื่อมโยงกับการแพร่เชื้อไปเป็นเริมที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน
แพร่เชื้อได้แม้ไม่มีอาการ (Asymptomatic shedding)
จุดที่หลายคนไม่รู้คือ ผิวหนังสามารถปล่อยเชื้อไวรัสออกมาได้แม้ไม่มีตุ่มหรือแผลให้เห็น ทำให้ผู้ติดเชื้อบางคนแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว การหลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดในช่วงที่รู้สึกคันหรือตึงผิดปกติจึงช่วยลดความเสี่ยงได้
ติดต่อทางไหนไม่ได้
เริมที่ปาก ไม่ติดต่อผ่านโถส้วม ที่นอน หรือสระว่ายน้ำ เพราะไวรัสอยู่รอดนอกร่างกายได้ไม่นาน
อะไรกระตุ้นให้เริมที่ปากกำเริบซ้ำ?
เริมที่ปากกำเริบซ้ำได้เมื่อร่างกายเจอปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ไวรัสซึ่งหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท "ตื่น" กลับมาทำงาน
ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย
- ความเครียดสะสม — มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการกำเริบของ HSV-1
- ไข้หรือเจ็บป่วย — ร่างกายที่มีไข้มีโอกาสกำเริบซ้ำสูงกว่าปกติ
- แสงแดด/รังสี UV — โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากที่ไม่มีการป้องกัน
- ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง — เช่น ช่วงมีประจำเดือน
- ภาวะขาดสารอาหารบางชนิด — เช่น สังกะสีหรือวิตามินดีต่ำ
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ — จากการพักผ่อนไม่พอ หรือภาวะที่กดภูมิคุ้มกัน
เมื่อรู้ปัจจัยกระตุ้นของตัวเองแล้ว การหลีกเลี่ยงหรือจัดการปัจจัยเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยลดความถี่ของการกำเริบซ้ำได้
เริมที่ปาก ต่างจากร้อนในและปากนกกระจอกอย่างไร?
เริมที่ปากเป็นแผลนอกริมฝีปากที่เกิดจากไวรัสและติดต่อได้ ต่างจากร้อนในที่อยู่ในช่องปากและปากนกกระจอกที่เกิดที่มุมปาก ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้เกิดจากไวรัสเริมและไม่ติดต่อ
หลายคนสับสนทั้งสามภาวะนี้เพราะตำแหน่งใกล้เคียงกัน ตารางด้านล่างเปรียบเทียบจุดสังเกตสำคัญ:
| ภาวะ | ตำแหน่งแผล | สาเหตุ | ติดต่อหรือไม่ | ลักษณะแผล | แนวทางดูแลเบื้องต้น |
|---|---|---|---|---|---|
| เริมที่ปาก | นอกริมฝีปาก / รอบปาก | ไวรัส HSV-1 | ติดต่อได้ | ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม ก่อนแตกตกสะเก็ด | ทายาต้านไวรัส + ประคบเย็น |
| ร้อนใน | ในช่องปาก (กระพุ้งแก้ม/ลิ้น) | ไม่ทราบแน่ชัด/เครียด | ไม่ติดต่อ | แผลตื้นสีขาว-เหลือง ขอบแดง | บ้วนน้ำเกลือ + เลี่ยงอาหารระคายเคือง |
| ปากนกกระจอก | มุมปาก | เชื้อรา / แบคทีเรีย | ไม่ติดต่อทั่วไป | ผิวแตก แดง อักเสบที่มุมปาก | ทาครีมลดอักเสบ / ต้านเชื้อรา + ดูแลความชื้น |
แนวทางการรักษาเริมที่ปากโดยรวม
การรักษาเริมที่ปากเน้นยาต้านไวรัสร่วมกับการดูแลตัวเอง ยิ่งเริ่มไวตั้งแต่ระยะคันแสบ ยิ่งหายไว
ยาทาต้านไวรัส (Topical antiviral)
ยาทากลุ่ม acyclovir เป็นตัวเลือกหลักที่ใช้ทาบริเวณที่จะขึ้นตุ่มตั้งแต่ระยะเตือน ช่วยลดระยะเวลาการแพร่เชื้อและให้แผลหายไวขึ้น
ยากินต้านไวรัส (Oral antiviral)
ในรายที่กำเริบถี่หรืออาการรุนแรง แพทย์หรือเภสัชกรอาจพิจารณายากินกลุ่มเดียวกันเพื่อควบคุมอาการให้ได้ผลทั่วร่างกายมากขึ้น
การดูแลตัวเองระหว่างเป็น
- ประคบเย็นลดบวมและปวดในระยะแรก
- หลีกเลี่ยงการแกะหรือสัมผัสแผลบ่อยๆ
- ล้างมือก่อนและหลังทายาทุกครั้ง
- ทาลิปบาล์มที่มี SPF เมื่อต้องออกแดด
เลือกยาทาหรือยากินอย่างไร
สำหรับเริมที่ปากทั่วไปที่กำเริบไม่บ่อย ยาทาก็เพียงพอ แต่หากกำเริบถี่กว่า 6 ครั้งต่อปี หรืออาการรุนแรง ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อพิจารณายากินร่วมด้วย
📖 อ่านเพิ่มเติม: ยารักษาเริมที่ปากมีอะไรบ้าง ทั้งยาทาและยากิน — ยารักษาเริมที่ปากมีอะไรบ้าง
📖 อ่านเพิ่มเติม: ครีมทาเริม เลือกอย่างไรให้เหมาะกับอาการ — ครีมทาเริม เลือกอย่างไรให้เหมาะกับอาการ
📖 อ่านเพิ่มเติม: Acyclovir คืออะไร ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย — Acyclovir คืออะไร ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
📖 อ่านเพิ่มเติม: ตุ่มพองในปาก ต่างจากเริมที่ปากอย่างไร — ตุ่มพองในปาก ต่างจากเริมที่ปากอย่างไร
🛒 หากเริ่มมีอาการคันแสบหรือตุ่มน้ำขึ้นใหม่ ปรึกษาเภสัชกรเรื่องยาทาต้านไวรัส เช่น Vilerm หรือดูตัวเลือกทั้งหมดในหมวด ยา acyclovir
เริมที่อวัยวะเพศ ต่างจากเริมที่ปากหรือไม่?
เริมที่อวัยวะเพศเกิดจากไวรัสตระกูลเดียวกัน (ส่วนใหญ่เป็น HSV-2) แต่ต่างจากเริมที่ปากในเรื่องตำแหน่งและช่องทางติดต่อหลัก
เชื้อสามารถ "ข้ามตำแหน่ง" กันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (oral-genital contact) ทำให้ผู้ที่เป็นเริมที่ปากบางรายอาจแพร่เชื้อไปเป็นเริมที่อวัยวะเพศของคู่นอนได้ อาการโดยรวมคล้ายกัน (คัน ตุ่มน้ำ แผล) เพียงแต่ตำแหน่งต่างกัน บทความนี้เน้นที่เริมบริเวณปากเป็นหลัก หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเริมที่อวัยวะเพศ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์โดยตรงเพื่อประเมินอาการเฉพาะจุด
วิธีป้องกันเริมที่ปากไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
ป้องกันเริมที่ปากกำเริบซ้ำได้ด้วยการลดปัจจัยกระตุ้นและดูแลภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
- หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิด ขณะมีตุ่มหรือแผล รวมถึงช่วงที่รู้สึกคันผิดปกติ
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ลิปมัน
- ทาลิปบาล์มกันแดด (SPF) เมื่อต้องออกแดดเป็นเวลานาน
- พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียดสะสม
- ดูแลสุขภาพโดยรวม กินอาหารครบหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เรื่องยาต้านไวรัสป้องกัน หากกำเริบถี่ผิดปกติ
เริมที่ปาก มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?
เริมที่ปากส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ในบางกรณีอาจลุกลามหรือส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด
- เชื้อลามเข้าตา (Ocular herpes) — หากสัมผัสตุ่มแล้วไปโดนตาโดยไม่ล้างมือ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ตาซึ่งต้องรักษาโดยเร็ว
- ผื่นลุกลามในผู้ภูมิคุ้มกันต่ำ (Eczema herpeticum) — พบในผู้ที่มีผิวอักเสบเรื้อรังหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาการอาจรุนแรงกว่าคนทั่วไป
- ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบน้อยมาก เช่น การติดเชื้อในสมอง (encephalitis) ซึ่งพบได้น้อยแต่รุนแรง ต้องรักษาโดยด่วน
- ผลกระทบด้านความมั่นใจ/จิตใจ จากการกำเริบซ้ำบ่อยๆ ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัด
หากตุ่มลามใกล้ดวงตา หรือมีอาการรุนแรงผิดปกติ ควรพบแพทย์ทันทีแทนการดูแลตัวเองต่อ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร?
ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ทันทีหากอาการรุนแรง ลามเร็ว หรือกำเริบถี่ผิดปกติ
- ❗ ตุ่มหรือแผลลามใกล้ดวงตา
- ❗ มีไข้สูงร่วมด้วย หรือเป็นครั้งแรกที่อาการรุนแรง
- ❗ กำเริบถี่กว่า 6 ครั้งต่อปี
- ❗ ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น กำลังทำเคมีบำบัด ติดเชื้อ HIV หรือกำลังตั้งครรภ์
- ❗ แผลไม่ดีขึ้นภายใน 10 วัน
หากมี 1 ข้อขึ้นไป ควรปรึกษาเภสัชกรหรือไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม
สรุป: ดูแลเริมที่ปากให้หายไวและไม่กลับมาเป็นซ้ำ
เริมที่ปากดูแลได้ด้วยยาต้านไวรัสที่เหมาะสมและการลดปัจจัยกระตุ้น หากไม่มั่นใจควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์
สามพฤติกรรมหลักที่ช่วยให้อยู่กับเริมที่ปากได้อย่างสบายใจ: (1) เริ่มทายาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะคันแสบ (2) ลดปัจจัยกระตุ้นที่รู้ว่าทำให้ตัวเองกำเริบ และ (3) สังเกตสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความชุดเริมที่ปากของเรา ทั้งเรื่องยารักษา ครีมทาเริม acyclovir และการแยกจากตุ่มพองในปากชนิดอื่น
เลือกดูผลิตภัณฑ์ยาทาต้านไวรัส เช่น Vilerm ได้ที่ Intimo Life หรือดูตัวเลือกทั้งหมดในหมวด ยา acyclovir — และปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้เสมอ
คำถามที่พบบ่อย
เริมเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (HSV) มี 2 สายพันธุ์หลักคือ HSV-1 (มักพบที่ปาก) และ HSV-2 (มักพบที่อวัยวะเพศ) ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับแผลหรือสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย
เริมคือโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำพองเป็นกลุ่มบนผิวหนังหรือเยื่อบุ พบบ่อยที่ปากหรืออวัยวะเพศ เมื่อติดเชื้อแล้ว ไวรัสจะซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทตลอดชีวิต และกำเริบซ้ำได้เป็นระยะ
เริ่มจากอาการคัน แสบ หรือชาบริเวณที่จะขึ้นตุ่ม ตามด้วยตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มประมาณ 3-5 ตุ่ม ก่อนแตกมีน้ำเหลืองไหลซึม แล้วตกสะเก็ดสีน้ำตาลทองจนหลุดหายไปเอง
อาการเริ่มต้น (ระยะ prodrome) มักเป็นความรู้สึกคัน ตึง หรือแสบร้อนบริเวณที่จะขึ้นตุ่ม เกิดขึ้นก่อนเห็นผื่นชัดเจนประมาณ 1 วัน หากทายาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะนี้จะช่วยให้แผลหายไวขึ้น
โดยทั่วไปเริมที่ปากมักหายเองภายในประมาณ 7-10 วัน สะเก็ดแผลจะหลุดออกเองภายใน 6-14 วัน ยาต้านไวรัสที่ใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แผลหายไวขึ้นได้
ติดต่อผ่านการสัมผัสตรงกับแผลหรือสารคัดหลั่ง เช่น จูบ หรือใช้ของส่วนตัวร่วมกัน (แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ลิปมัน) และยังแพร่เชื้อได้แม้ไม่มีตุ่มให้เห็น (asymptomatic shedding)
ยาทาต้านไวรัสกลุ่ม acyclovir เป็นตัวเลือกหลัก ควรเริ่มใช้ตั้งแต่มีอาการคันหรือแสบในระยะเริ่มต้นเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด และควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้เพื่อเลือกขนาดและวิธีใช้ที่เหมาะสม
ประคบเย็นลดบวมในระยะแรก ทายาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะคัน หลีกเลี่ยงการแกะหรือสัมผัสแผล ระหว่างมีแผลควรเลี่ยงอาหารรสจัดหรือเปรี้ยวจัดที่อาจระคายเคืองบริเวณแผล และพักผ่อนให้เพียงพอ
⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
เนื้อหาในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการหรือการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
แหล่งอ้างอิง
- Cold sores — NHS
- About Herpes — CDC
- Cold Sore: Symptoms, Causes & Treatment — Cleveland Clinic
- Canker Sores vs. Cold Sores — Cleveland Clinic
- Herpes Simplex Type 1 — NCBI StatPearls
- Angular Cheilitis — NCBI StatPearls
- A Comprehensive Overview of Epidemiology, Pathogenesis and Management of Herpes Labialis — PMC (NCBI)
- Herpes Simplex — MedlinePlus (NIH)
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
ยาทาต้านไวรัส Acyclovir
-
Vilerm ยารักษาเริม แบบเม็ดทานยารักษาเริมแบบกิน ช่วยลดอาการและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
✓ In stockเริ่มต้น 45.00 ฿ /(9฿/เม็ด)
เป็นสมาชิกกับทางร้านเพื่อรับข่าวสารและส่วนลดต่างๆ



