ยาคุมกำเนิด
สั่งซื้อยาคุมที่ตัวเองที่มั่นใจและปลอดภัย เพื่อช่วยในการคุมกำเนิดและปรับสมดุลฮอร์โมนให้ร่างกายของคุณ
ตัวเลือกการคุมกำเนิดที่ผ่านการรับรองและเชื่อถือได้
ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมดูแลสุขภาพผู้หญิงในด้านอื่นๆ เช่น ลดสิว และบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
✔️ ทางเลือกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
เลือกแนวทางการคุมกำเนิดจากตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสูตรฮอร์โมนต่ำ สูตรลดสิว หรือสูตรไม่บวมน้ำ เพื่อให้เหมาะกับร่างกายและช่วยคืนความมั่นใจให้กับคุณในทุกๆ วัน
🚚 จัดส่งรวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นความลับ
บริการจัดส่งรวดเร็วทันใจ พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่มิดชิดเพื่อรักษาความลับและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ 100% ให้คุณได้รับความสะดวกสบายโดยไม่ต้องกังวล
ยาคุมกำเนิดมี่กี่ประเภท?
ที่ Intimo Life เราเข้าใจดีว่าร่างกายและไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน เราจึงคัดสรรยาคุมกำเนิดที่หลากหลายมาให้คุณได้เลือกสรร เพื่อให้ตอบโจทย์การดูแลตัวเองของคุณได้ดีที่สุด โดยหลักๆ แล้ว ยาคุมกำเนิดที่เป็นที่นิยมจะมีอยู่ 2 ประเภท ดังนี้ครับ:
ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined Pill)
นี่คือยาคุมประเภทที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน
ข้อดี: ช่วยปรับรอบเดือนให้มาสม่ำเสมอ ลดอาการปวดท้องประจำเดือน และหลายยี่ห้อยังโดดเด่นในเรื่องการช่วยรักษาสิว ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และลดอาการบวมน้ำได้ดีอีกด้วย
ข้อควรพิจารณา: อาจไม่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร หรือผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องความดันโลหิตสูง
ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (Progestogen-only Pill)
หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ "ยาคุมสูตรฮอร์โมนต่ำ"
ข้อดี: อ่อนโยนต่อร่างกาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร หรือผู้ที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน (เช่น มักมีอาการเวียนหัวหรือคลื่นไส้เมื่อทานยาคุมสูตรปกติ)
ข้อควรพิจารณา: ต้องมีวินัยในการทานยาให้ตรงเวลาเดิมในทุกๆ วันอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงสุด
เกี่ยวกับยาคุมกำเนิด
วิธีการรับประทานยาคุมกำเนิด
คุณควรรับประทานยาคุมกำเนิดในเวลาเดียวกันทุกวัน แต่รายละเอียดการรับประทานจะแตกต่างกันไปตามชนิดและยี่ห้อของยา เช่น
- หากคุณใช้ยาคุมกำเนิดแบบรวม (Combined pill) ที่มี 21 เม็ดในแผง ควรเว้นช่วงพัก 7 วันระหว่างแผง เว้นแต่จะรับประทานแบบต่อเนื่องโดยไม่พัก
- หากใช้ยาคุมกำเนิดแบบรวมที่มี 21 เม็ดตัวยาและ 7 เม็ดปลอม (Dummy pills) ไม่ควรเว้นช่วงพักระหว่างแผง
หากใช้ยาคุมกำเนิดแบบมินิ (Mini pill) ไม่ควรเว้นช่วงพักระหว่างแผง
ยาบางชนิดต้องรับประทานในช่วงเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัดทุกวัน ขณะที่บางชนิดมีความยืดหยุ่นมากกว่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
ถ้าลืมรับประทานยาคุมกำเนิดควรทำอย่างไร?
หากลืมรับประทานยา ควรรับประทานทันทีที่นึกได้ และรับประทานเม็ดถัดไปตามปกติ แม้จะต้องรับประทานพร้อมกัน 2 เม็ด ขึ้นอยู่กับชนิดของยา (แบบรวมหรือมินิ) และช่วงรอบเดือนที่ลืมรับประทาน อาจทำให้การคุมกำเนิดไม่สมบูรณ์และควรใช้วิธีคุมกำเนิดเสริม อ่านคำแนะนำจากแพทย์ของเราเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติเมื่อพลาดยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดเริ่มออกฤทธิ์เมื่อไหร่?
โดยทั่วไป ยาคุมกำเนิดจะเริ่มออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพหลังรับประทานครบ 7 วัน ไม่ว่าจะเริ่มรับประทานในวันใดของรอบเดือน
สำหรับยาคุมกำเนิดแบบรวมและมินิ หากเริ่มรับประทานในช่วงวันที่ 1-5 ของรอบเดือน ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ทันทีโดยไม่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดเสริม
หากเริ่มรับประทานนอกช่วงนี้ ควรใช้วิธีคุมกำเนิดเสริม เช่น ถุงยางอนามัย เป็นเวลา 7 วันแรกสำหรับยาคุมแบบรวม หรือ 2 วันแรกสำหรับยาคุมแบบมินิ
ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพแค่ไหน?
หากรับประทานอย่างถูกต้องและตรงเวลาสม่ำเสมอทุกวัน ยาคุมกำเนิดจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากกว่า 99% ซึ่งหมายความว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์เพียงประมาณ 1 ใน 100 คนต่อปีเท่านั้น ดังนั้นแม้จะปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ก็ยังคงมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะเกิดการตั้งครรภ์ได้ครับ
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงผู้ใช้อาจไม่ได้รับประทานยาอย่างถูกต้องสมบูรณ์เสมอไป ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานจริงลดลงเหลือประมาณ 91% โดยมีสาเหตุหลักดังนี้:
- การลืมรับประทานยา
- การรับประทานยาไม่ตรงเวลาเดิมในแต่ละวัน
- มีอาการอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง
- การรับประทานยาชนิดอื่นร่วมด้วยที่อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดลดลง
ยาคุมกำเนิดทำงานอย่างไร?
กลไกหลักที่ยาคุมกำเนิดใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ประกอบด้วย:
- ยับยั้งการตกไข่: ป้องกันไม่ให้ร่างกายปล่อยไข่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกในแต่ละเดือน
- ทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้นขึ้น: เมื่อมูกบริเวณปากมดลูกมีความเหนียวข้นมากขึ้น จะส่งผลให้อสุจิเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ยากขึ้น
ทำให้ผนังมดลูกบางลง: การทำให้เยื่อบุผนังมดลูกบางลงจะช่วยลดโอกาสที่ไข่ซึ่งถูกปฏิสนธิแล้วจะเข้าไปฝังตัวและเจริญเติบโตในมดลูกได้
ฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้หลายประการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยให้สิวดีขึ้น หรือช่วยให้ประจำเดือนมาน้อยลงและลดอาการปวดประจำเดือน ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงเลือกรับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อวัตถุประสงค์เหล่านี้โดยเฉพาะ มากกว่าการใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม คุณควรปรึกษาและพูดคุยเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ กับแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยา เพื่อช่วยให้คุณสามารถเลือกชนิดของยาคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับร่างกายและไลฟ์สไตล์ของคุณได้ดีที่สุดครับ
ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากยาคุมกำเนิดแต่ละชนิดมีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใด แต่ระดับและอาการที่แต่ละคนประสบอาจแตกต่างกันไป
ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดแบบรวม (Combined pill):
- มีเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือเลือดออกระหว่างรอบเดือน (Breakthrough bleeding) — พบได้บ่อยในกรณีที่รับประทานแบบต่อเนื่องหรือแบบรอบยาว
- เจ็บเต้านม
- ความดันโลหิตสูงขึ้น
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้
- ท้องอืด
ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดแบบมินิ (Mini pill):
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
- สิวขึ้น
- เจ็บเต้านม
- ความต้องการทางเพศลดลง (Libido)
- ซึมเศร้า
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้
- ถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian cysts)
วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นๆ มีอะไรบ้าง?
เมื่อพูดถึงการคุมกำเนิด ยาคุมกำเนิดไม่ใช่ทางเลือกเดียวของคุณ ยังมีวิธีการคุมกำเนิดอีกหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนี้ครับ:
- ยาฝังคุมกำเนิด (Hormonal Implant): เป็นหลอดขนาดเล็กที่ฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขน โดยจะค่อยๆ ปล่อยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อยับยั้งการตั้งครรภ์
- ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดง (IUD): อุปกรณ์คุมกำเนิดขนาดเล็กที่แพทย์จะใส่ผ่านช่องคลอดและปากมดลูกเข้าไปในมดลูกเพื่อป้องกันการปฏิสนธิ
- ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมน (IUS): คล้ายกับห่วงอนามัยชนิดทองแดง แต่จะมีการปล่อยฮอร์โมนออกมาเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ และยังช่วยให้ประจำเดือนมาน้อยลง ปวดท้องน้อยลง และระยะเวลาที่เป็นประจำเดือนสั้นลงด้วย
- ยาฉีดคุมกำเนิด (Depo-Provera): เป็นการฉีดฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายทุกๆ 8 หรือ 13 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา) เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์
- แผ่นแปะคุมกำเนิด (Hormone Patch): แผ่นแปะขนาดเล็กที่ใช้แปะบนผิวหนัง โดยจะปล่อยฮอร์โมนที่คล้ายกับยาคุมกำเนิดแบบรวมผ่านทางผิวหนัง หากใช้อย่างถูกต้องจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูงถึง 99%
- วงแหวนคุมกำเนิด (Vaginal hormonal ring): วงแหวนขนาดเล็กที่สอดเข้าไปในช่องคลอด โดยจะปล่อยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในยาคุมกำเนิดแบบรวม
- ฝาครอบช่องคลอด (Diaphragm): อุปกรณ์คุมกำเนิดที่ไม่มีฮอร์โมน ลักษณะเป็นโดมซิลิโคนนุ่มที่สอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่เป็นแผงกั้นไม่ให้อสุจิเข้าไปถึงปากมดลูก
- ฝาครอบปากมดลูก (Cervical cap): อุปกรณ์ซิลิโคนรูปถ้วยที่สอดเข้าไปในช่องคลอดให้ครอบบริเวณฐานของปากมดลูกเพื่อกั้นอสุจิ ทั้งนี้ควรใช้ควบคู่กับสารฆ่าอสุจิ (Spermicide) เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
- ถุงยางอนามัยชาย (Male condom): อุปกรณ์สวมครอบอวัยวะเพศชายขณะมีเพศสัมพันธ์เพื่อกั้นไม่ให้อสุจิเข้าไปในช่องคลอด เป็นวิธีที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพในการป้องกันทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs)
- ถุงยางอนามัยหญิง (Female condom): หรือที่เรียกว่า "ถุงยางอนามัยภายใน" เป็นปลอกที่มีสารหล่อลื่นสำหรับสอดเข้าไปในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิผ่านเข้าไปถึงปากมดลูก
- การหลั่งภายนอก (Withdrawal method): เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ไม่มีความแน่นอน โดยฝ่ายชายจะถอนอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดก่อนการหลั่ง วิธีนี้มีความเสี่ยงสูงและอาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากอาจมีอสุจิปนออกมากับน้ำหล่อลื่นก่อนการหลั่งจริง และวิธีนี้ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดทำให้มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนได้หรือไม่?
การมีเลือดออกระหว่างรอบเดือนเป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด โดยเฉพาะยาคุมกำเนิดแบบมินิ นอกเหนือจากความไม่สะดวกสบายแล้ว โดยปกติอาการนี้ไม่ใช่สัญญาณของความผิดปกติที่ร้ายแรงและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพครับ ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงผลข้างเคียงชั่วคราวและจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วง 2-3 เดือนแรกเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวเข้ากับยาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากเลือดที่ออกไม่หยุดหลังจากผ่านไป 3 เดือน หรือมีเลือดออกมากผิดปกติจนน่ากังวล คุณควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ
ประจำเดือนไม่มาขณะรับประทานยาคุมกำเนิด จะตั้งครรภ์หรือไม่?
ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูงกว่า 99% ดังนั้นหากคุณรับประทานอย่างถูกต้อง โอกาสที่จะตั้งครรภ์จึงมีน้อยมากครับ การที่ประจำเดือนไม่มาไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังตั้งครรภ์เสมอไป ยาคุมกำเนิดบางชนิด โดยเฉพาะแบบมินิ อาจส่งผลให้ประจำเดือนมาช้า ข้ามรอบเดือน หรือทำให้ประจำเดือนหยุดมาไปเลยก็ได้ครับ
สามารถเปลี่ยนไปใช้ยาคุมกำเนิดชนิดอื่นได้หรือไม่?
ยาคุมกำเนิดมีให้เลือกหลายชนิดครับ หากคุณรู้สึกว่ายาที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ก็ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเปลี่ยนชนิดของยา คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกชนิดยาที่เหมาะสมและเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนยาอย่างปลอดภัยครับ
ยาคุมกำเนิดทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่?
แม้จะมีผู้หญิงบางส่วนระบุว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นขณะรับประทานยาคุมกำเนิด แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่ายาคุมกำเนิดเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจส่งผลให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอาจทำให้เจริญอาหารมากขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้อาจนำไปสู่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ครับ
หลังจากหยุดรับประทานยาคุมกำเนิดแล้ว จะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะตั้งครรภ์ได้?
การรับประทานยาคุมกำเนิดไม่มีผลกระทบระยะยาวต่อภาวะเจริญพันธุ์ของคุณครับ ดังนั้นระดับภาวะเจริญพันธุ์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติในเวลาไม่นานหลังจากหยุดยา คุณสามารถตั้งครรภ์ได้ทันทีที่หยุดรับประทานยาคุมกำเนิด แม้ว่าผู้หญิงบางคนอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือนเพื่อให้รอบเดือนกลับมาเป็นปกติก็ตามครับ
ยาคุมกำเนิดสามารถหยุดประจำเดือนได้หรือไม่?
คุณสามารถเลื่อนประจำเดือนออกไปได้หากคุณรับประทานยาคุมกำเนิดแบบรวมอยู่แล้ว โดยการรับประทานยา 2 แผงติดต่อกันจะช่วยเลื่อนประจำเดือนออกไปได้ประมาณ 3 สัปดาห์ ยาคุมกำเนิดแบบรวมส่วนใหญ่สามารถใช้วิธีนี้ในการเลื่อนประจำเดือนได้ครับ
หากคุณไม่ได้ใช้ยาคุมกำเนิดแบบรวม หรือกำลังใช้ยาคุมกำเนิดแบบมินิ คุณอาจเลือกใช้ยาเลื่อนประจำเดือนชนิดอื่นๆ ที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งสามารถใช้เลื่อนประจำเดือนได้สูงสุดถึง 17 วันครับ
สามารถรับประทานยาปฏิชีวนะควบคู่กับยาคุมกำเนิดได้หรือไม่?
ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ไม่มีปฏิกิริยากับยาคุมกำเนิดและไม่ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงครับ อย่างไรก็ตาม มียาปฏิชีวนะบางชนิดที่พบได้ไม่บ่อยนักที่อาจส่งผลกระทบได้ ดังนั้นคุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบเสมอว่าคุณกำลังรับประทานยาคุมกำเนิดอยู่หากมีการสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจส่งผลทางอ้อมต่อประสิทธิภาพของยา เช่น ทำให้เกิดอาการอาเจียนหรือท้องเสีย หากคุณต้องรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นประจำหรือมีแผนจะรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่ายาจะไม่ส่งผลกระทบต่อกันครับ
เป็นสมาชิกกับทางร้านเพื่อรับข่าวสารและส่วนลดต่างๆ
บทความเกี่ยวกับยาคุมกำเนิด

ยาคุมฮอร์โมนรวม เหมาะกับใครบ้าง?
ยาคุมฮอร์โมนรวม: ใครควรใช้และข้อควรรู้ก่อนเริ่มทาน

ยาปรับฮอร์โมนช่วยอะไร? ใช้เมื่อไหร่บ้าง
เข้าใจกลไกการทำงานของยาเพื่อการดูแลสมดุลร่างกายอย่างถูกต้องและมั่นใจ

ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว คืออะไร ข้อดี-ข้อเสีย ที่ควรรู้
รู้จักยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว พร้อมข้อดีข้อเสียและวิธีใช้ที่ถูกต้อง
สินค้าที่พึ่งดูมา
