กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

กระเพาะปัสสาวะอักเสบคืออะไร?

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) คือภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เข้าสู่ท่อปัสสาวะ

  • พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 50-60% ของผู้หญิงเคยเป็นอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต
  • อาการหลัก: ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขุ่นหรือมีเลือดปน
  • รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ อาการมักดีขึ้นภายใน 1-3 วัน
  • ป้องกันได้ด้วยการดื่มน้ำเพียงพอ ไม่กลั้นปัสสาวะ และดูแลสุขอนามัยอย่างถูกวิธี
ทีมเนื้อหา Intimo Life

ตรวจสอบทางการแพทย์โดย

ทีมเนื้อหา Intimo Life | แหล่งข้อมูล: NHS, Mayo Clinic, WHO, PubMed

อัปเดตล่าสุด: 2026-02-10

กระเพาะปัสสาวะอักเสบคืออะไร?

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower Urinary Tract Infection) ที่เกิดขึ้นบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่ท่อปัสสาวะและเดินทางขึ้นไปยังกระเพาะปัสสาวะ

ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย — กระเพาะปัสสาวะก็เหมือน "ถุงเก็บน้ำปัสสาวะ" ของร่างกาย เมื่อเชื้อแบคทีเรียเข้าไปอยู่ในถุงนี้ ก็จะทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง และมีอาการต่าง ๆ ตามมา

ทำไมผู้หญิงถึงเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยกว่าผู้ชาย?

เหตุผลหลักคือ โครงสร้างทางกายวิภาค — ท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชายมาก (ประมาณ 4 ซม. เทียบกับ 20 ซม.) ทำให้เชื้อแบคทีเรียเดินทางเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ ปากท่อปัสสาวะของผู้หญิงยังอยู่ใกล้กับทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งของเชื้อ E. coli ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคนี้

📖 อ่านเพิ่มเติม: หากอยากเข้าใจลึกขึ้นว่าทำไมผู้หญิงถึงเสี่ยงมากกว่า และผู้ชายเป็นได้ไหม แนะนำให้อ่าน กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ผู้หญิง vs ผู้ชาย ต่างกันยังไง? ประกอบ

สถิติที่ควรรู้เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ก่อนจะไปดูรายละเอียดเรื่องอาการและการรักษา มาดูตัวเลขที่น่าสนใจกันก่อน เพื่อให้เห็นภาพว่าโรคนี้พบบ่อยแค่ไหน

  • 🌍 ในปี 2019 มีผู้ป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบและทางเดินปัสสาวะอักเสบทั่วโลกมากกว่า 404 ล้านราย
  • 👩 ผู้หญิง 50-60% เคยเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต
  • 🔄 ผู้หญิงที่เคยเป็นแล้ว 27% กลับมาเป็นซ้ำภายใน 6 เดือน
  • 🦠 เชื้อ E. coli เป็นสาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อนถึง 75% ของทุกเคส
  • 👵 ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการเกิดโรคสูงถึง 20% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่า
สถิติ ตัวเลข แหล่งข้อมูล
จำนวนผู้ป่วยทั่วโลก (2019) 404.61 ล้านราย Frontiers in Public Health, 2022
Lifetime incidence ในผู้หญิง 50-60% PMC, 2019
อัตราการเป็นซ้ำใน 6 เดือน 27% PMC, 2019
สาเหตุจาก E. coli 75% PMC, 2019
อัตราในผู้หญิง 65+ ~20% Science Insights, 2024

อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สังเกตยังไง?

อาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบมักเกิดขึ้นค่อนข้างเฉียบพลัน และรบกวนชีวิตประจำวันได้มาก อาการที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:

  • ปัสสาวะแสบขัด — รู้สึกแสบร้อนขณะปัสสาวะ เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด
  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ — รู้สึกปวดปัสสาวะถี่ แต่ปัสสาวะออกทีละน้อย
  • ปวดท้องน้อย — รู้สึกหน่วง ๆ หรือกดเจ็บบริเวณท้องน้อย
  • ปัสสาวะขุ่น — สีเข้มกว่าปกติ หรือมีกลิ่นแรงผิดปกติ
  • ปัสสาวะเป็นเลือด — อาจมีเลือดปนเล็กน้อย (Hematuria)
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด — เหมือนยังเหลือค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ

อาการที่บ่งบอกว่าอาจลุกลามแล้ว

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาจหมายความว่าการติดเชื้อลุกลามไปยังไต (Pyelonephritis) ซึ่งต้องพบแพทย์ทันที:

  • ไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดหลังหรือสีข้าง (Flank pain)
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อ่อนเพลียมาก

💡 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้รายละเอียดอาการแต่ละแบบ และวิธีแยกว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือแค่ปัสสาวะแสบขัดธรรมดา อ่านต่อได้ที่ อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เช็กลิสต์ครบทุกข้อ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

สาเหตุหลัก

กระเพาะปัสสาวะอักเสบส่วนใหญ่เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในลำไส้ตามปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะก็จะก่อให้เกิดการติดเชื้อ

นอกจาก E. coli แล้ว ยังมีเชื้ออื่น ๆ ที่พบได้ เช่น Klebsiella, Proteus, Staphylococcus saprophyticus แต่พบน้อยกว่ามาก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นง่ายขึ้น

ปัจจัยเสี่ยง รายละเอียด
เพศหญิง ท่อปัสสาวะสั้น เชื้อเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
การมีเพศสัมพันธ์ เพิ่มโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ท่อปัสสาวะ (Honeymoon Cystitis)
การกลั้นปัสสาวะ ทำให้เชื้อมีเวลาเพาะตัวในกระเพาะปัสสาวะนานขึ้น
ดื่มน้ำน้อย ปัสสาวะเข้มข้น ไม่ช่วยชะล้างเชื้อออก
วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนลดลง ทำให้เยื่อบุช่องคลอดและท่อปัสสาวะบางลง
การใช้สายสวนปัสสาวะ เพิ่มโอกาสนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะ
โรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันลดลง น้ำตาลในปัสสาวะเป็นอาหารของเชื้อ
การเช็ดทำความสะอาดผิดวิธี เช็ดจากหลังไปหน้า นำเชื้อจากทวารหนักมาที่ท่อปัสสาวะ

📖 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้ว่าพฤติกรรมไหนเสี่ยงที่สุด และมีวิธีลดความเสี่ยงอย่างไรบ้าง อ่านต่อได้ที่ สาเหตุกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และปัจจัยเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ vs ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ต่างกันยังไง?

หลายคนสับสนระหว่าง "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" กับ "ทางเดินปัสสาวะอักเสบ" — จริง ๆ แล้วทั้งสองคำมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายความเหมือนกันทั้งหมด

  • ทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTI — Urinary Tract Infection) เป็นคำกว้าง ๆ ที่หมายถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะทุกส่วน ตั้งแต่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต ไปจนถึงไต
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) เป็นการติดเชื้อเฉพาะที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็น ชนิดที่พบบ่อยที่สุด ของ UTI

พูดง่าย ๆ คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็น "ประเภทหนึ่ง" ของทางเดินปัสสาวะอักเสบ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)
ตำแหน่ง กระเพาะปัสสาวะ (ส่วนล่าง) ไต (ส่วนบน)
อาการหลัก ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย ไข้สูง ปวดหลัง/สีข้าง คลื่นไส้
ความรุนแรง ไม่รุนแรง รักษาได้ง่าย รุนแรงกว่า อาจต้องนอนโรงพยาบาล
ระยะเวลารักษา 3-7 วัน 7-14 วัน

การวินิจฉัยกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

การวินิจฉัยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมักไม่ซับซ้อน แพทย์หรือเภสัชกรสามารถประเมินได้จากอาการเป็นหลัก แต่ในบางกรณีอาจต้องตรวจเพิ่มเติม

วิธีการวินิจฉัย

  • ซักประวัติและอาการ — อาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดท้องน้อย มักเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยเบื้องต้น
  • ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) — ตรวจหาเม็ดเลือดขาว ไนไตรท์ และเลือดในปัสสาวะ
  • เพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) — ระบุชนิดเชื้อแบคทีเรียและทดสอบความไวต่อยา มักทำในกรณีที่เป็นซ้ำบ่อยหรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น
  • อัลตราซาวด์/CT Scan — ในกรณีที่สงสัยว่ามีความผิดปกติทางโครงสร้าง หรือการติดเชื้อลุกลาม

การรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ยาปฏิชีวนะ — การรักษาหลัก

กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะ เป็นหลัก ยาที่แพทย์มักสั่งจ่ายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ ความรุนแรง และประวัติการใช้ยาของผู้ป่วย

กลุ่มยาที่ใช้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่:

  • กลุ่ม Fluoroquinolones — เช่น Ciprofloxacin ออกฤทธิ์กว้าง ครอบคลุมเชื้อ E. coli ได้ดี มักใช้ในกรณีกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อนและซับซ้อน
  • กลุ่ม Penicillin + Beta-lactamase inhibitor — เช่น Amoxicillin + Clavulanic acid เหมาะกับเชื้อที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะทั่วไป

ระยะเวลาการรักษา

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อน: 3-7 วัน
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบซับซ้อน หรือลุกลามไปไต: 7-14 วัน

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

  • ต้องกินยาให้ครบตามที่กำหนด — แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ห้ามหยุดยาเอง เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยา
  • ดื่มน้ำมาก ๆ — ช่วยชะล้างเชื้อออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีน — ระหว่างกินยา เพราะอาจระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ

💡 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับยาแต่ละตัว ข้อดีข้อเสีย และข้อควรระวัง อ่านต่อได้ที่ ยาปฏิชีวนะรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีอะไรบ้าง?

การดูแลตัวเองเบื้องต้นร่วมกับการใช้ยา

  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน
  • ประคบอุ่นบริเวณท้องน้อยเพื่อบรรเทาอาการปวด
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์
  • ปัสสาวะทันทีเมื่อรู้สึกปวด อย่ากลั้น

วิธีป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

การป้องกันสำคัญไม่แพ้การรักษา โดยเฉพาะสำหรับคนที่เคยเป็นแล้วและไม่อยากกลับมาเป็นซ้ำ

พฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยง

  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ — อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน ช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ — ปัสสาวะทันทีเมื่อรู้สึกปวด
  • ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ — ช่วยชะล้างเชื้อที่อาจเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • เช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง — ป้องกันเชื้อจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม — สบู่ สเปรย์ หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีสารเคมีรุนแรง
  • สวมชุดชั้นในผ้าฝ้าย — ระบายอากาศได้ดี ลดความชื้นที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อ

Cranberry ช่วยป้องกันได้จริงไหม?

มีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ว่าสาร Proanthocyanidins ใน Cranberry อาจช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อ E. coli เกาะติดผนังกระเพาะปัสสาวะ แต่หลักฐานยังไม่ชัดเจนพอที่จะแนะนำเป็นวิธีป้องกันหลัก — NHS ระบุว่า Cranberry juice อาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่ควรใช้แทนยาปฏิชีวนะ

📖 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้วิธีป้องกันแบบละเอียด รวมถึงเคล็ดลับสำหรับคนที่เป็นซ้ำบ่อย อ่านต่อได้ที่ วิธีป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

กระเพาะปัสสาวะอักเสบส่วนใหญ่รักษาได้ไม่ยาก แต่มีบางสถานการณ์ที่ ต้องพบแพทย์โดยเร็ว:

  • ❗ มีไข้สูงกว่า 38°C หรือหนาวสั่น
  • ❗ ปวดหลังหรือปวดสีข้างรุนแรง (อาจเป็นสัญญาณของกรวยไตอักเสบ)
  • ❗ ปัสสาวะเป็นเลือดมาก
  • ❗ อาการไม่ดีขึ้นหลังกินยาปฏิชีวนะ 2-3 วัน
  • ❗ เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบซ้ำมากกว่า 2 ครั้งใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งใน 12 เดือน
  • ❗ ตั้งครรภ์ — การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อทารก
  • ❗ เป็นผู้ชายที่มีอาการปัสสาวะแสบขัด (เพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้ชายมักมีสาเหตุซับซ้อนกว่า)

💡 อ่านเพิ่มเติม: สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม และกรณีไหนที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที อ่านต่อได้ที่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์?

ซื้อยารักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ที่ไหน?

หากได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สามารถสั่งซื้อยาปฏิชีวนะออนไลน์ได้ที่ Intimo Life โดยมียาปฏิชีวนะหลายตัวที่ใช้รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ เช่น B-Ciprofloxacin, Cifloxin, Cobay-500, Augmentin และ AMK

สมัครสมาชิกเพื่อรับสิทธิพิเศษ และสามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนสั่งซื้อได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเลือกยาได้ถูกต้องและเหมาะสมกับอาการ

ประสบการณ์จริง: เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบครั้งแรก

"ตอนแรกแค่รู้สึกปัสสาวะบ่อยผิดปกติ คิดว่าเพราะดื่มน้ำเยอะ แต่พอเริ่มแสบขณะปัสสาวะ ปวดท้องน้อยหน่วง ๆ ถึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องปกติ ไปหาหมอ ได้ยาปฏิชีวนะมากิน 3 วันก็เริ่มดีขึ้น แต่หมอย้ำว่าต้องกินให้ครบ 5 วัน ห้ามหยุดเอง

สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากนั้นคือ ดื่มน้ำมากขึ้น ไม่กลั้นปัสสาวะ และปัสสาวะทุกครั้งหลังมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่ปรับพฤติกรรมก็ไม่เคยกลับมาเป็นอีกเลย"

คำเตือนทางการแพทย์

⚠️ Medical Disclaimer: เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือเภสัชกร หากมีอาการหรือข้อสงสัย ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ การใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิดควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ห้ามซื้อยากินเองโดยไม่ได้รับคำปรึกษา

คำถามที่พบบ่อย

หากได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม อาการมักดีขึ้นภายใน 1-2 วัน และหายสนิทภายใน 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของยาที่ใช้ สิ่งสำคัญคือต้อง กินยาให้ครบคอร์ส แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์อาจเพิ่มความเสี่ยงที่แบคทีเรียจะเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ผู้หญิงมักมีอาการหลังมีเพศสัมพันธ์

ได้ แต่ พบน้อยกว่าผู้หญิงมาก เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้ชายยาวกว่า ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ยากกว่า ผู้ชายที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มีต่อมลูกหมากโต ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะ

อันตรายได้ หากปล่อยไว้ไม่รักษา เชื้อแบคทีเรียอาจลุกลามขึ้นไปที่ไต ทำให้เกิด กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) ซึ่งมีอาการรุนแรงกว่ามาก เช่น ไข้สูง ปวดหลังล่าง คลื่นไส้ และในกรณีร้ายแรงอาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ได้

การดื่มน้ำมากๆ ช่วยบรรเทาอาการ โดยช่วยเจือจางปัสสาวะและขับแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะเร็วขึ้น แต่ ไม่สามารถทดแทนยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่ติดเชื้อแล้ว ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน ร่วมกับการรักษาตามแพทย์สั่ง

กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ ทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง อาการหลักคือปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย ส่วนกรวยไตอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ ไต (ส่วนบน) อาการจะรุนแรงกว่า เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังล่างหรือสีข้าง และอาจต้องนอนโรงพยาบาล ระยะเวลารักษากรวยไตอักเสบก็นานกว่า คือ 7-14 วัน เทียบกับ 3-7 วัน ของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบขณะตั้งครรภ์ ต้องรักษาทันที เพราะหากปล่อยไว้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักน้อย ยาปฏิชีวนะบางชนิดปลอดภัยสำหรับคนท้อง เช่น กลุ่ม Penicillin แต่ ห้ามซื้อยากินเอง ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอเพื่อเลือกยาที่ปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก

⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

เนื้อหาในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการหรือการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ส่งไว ภายใน 24 ชม.

สั่งวันนี้ จัดส่งเร็ว ไม่ต้องรอนาน สินค้าพร้อมส่งจากในประเทศ

สินค้าเป็นของแท้

คัดเฉพาะสินค้าของแท้ มีมาตรฐาน มั่นใจได้ในคุณภาพทุกชิ้น

ไม่ระบุสินค้ากับผู้ส่ง

แพ็กแนบเนียน ไม่มีระบุชื่อสินค้า เคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

ราคาคุ้มค่า เข้าถึงได้

ราคาสมเหตุสมผล คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพ เลือกได้สบายใจ

สินค้าที่พึ่งดูมา