ยาคุมกำเนิดช่วยรักษาสิวได้จริงไหม?
ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจน + โปรเจสติน) สามารถช่วยลดสิวได้จริง โดยเฉพาะสิวที่เกิดจากฮอร์โมน กลไกหลักคือการลดฮอร์โมนแอนโดรเจนอิสระในร่างกาย ทำให้ต่อมไขมันผลิตซีบัมน้อยลง
- ✅ งานวิจัย Cochrane Review จาก 31 การศึกษา พบว่ายาคุมฮอร์โมนรวมลดสิวได้ทั้งสิวอักเสบและสิวอุดตัน
- ✅ ยาคุมที่มีตัวยาต้านแอนโดรเจน เช่น Drospirenone หรือ Cyproterone Acetate มักเห็นผลดีกับสิว
- ✅ ส่วนใหญ่ต้องกินต่อเนื่อง 3-6 เดือนถึงจะเห็นผลชัดเจน
- ⚠️ ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสตินอย่างเดียว) ไม่ช่วยลดสิว และอาจทำให้สิวแย่ลงได้
ยาคุมกำเนิดกับสิว ทำไมถึงเกี่ยวกัน?
สิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกอย่างเดียว แต่ฮอร์โมนเป็นตัวการสำคัญ โดยเฉพาะ แอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายที่ผู้หญิงก็มีเช่นกัน เมื่อแอนโดรเจนสูง ต่อมไขมันใต้ผิวหนังจะทำงานหนักขึ้น ผลิตซีบัม (น้ำมันบนผิว) มากเกินไป ทำให้รูขุมขนอุดตัน เกิดสิวอักเสบตามมา
ผู้หญิงหลายคนสังเกตว่าสิวมักขึ้นเยอะช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง นั่นเป็นเพราะระดับแอนโดรเจนในร่างกายผันผวนนั่นเอง
📌 สถิติน่ารู้:
- สิวเกิดกับวัยรุ่นถึง 85% และผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ 5-12% ยังคงมีปัญหาสิวต่อเนื่อง
- ผู้หญิงที่มีภาวะ PCOS (ถุงน้ำรังไข่หลายใบ) มากถึง 70-80% มีปัญหาผิวหนังรวมถึงสิว
📖 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้จักยาคุมกำเนิดแบบครบทุกมิติ อ่านได้ที่ ยาคุมกำเนิด ทุกเรื่องที่ต้องรู้
ยาคุมช่วยลดสิวได้ยังไง? (กลไกการทำงาน)
ยาคุมกำเนิดชนิด ฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptives / COCs) ที่มีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสตินทำงานลดสิวผ่าน 3 กลไกหลัก:
1. เพิ่ม SHBG จับแอนโดรเจนไว้
เอสโตรเจนในยาคุมกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนชื่อ SHBG (Sex Hormone-Binding Globulin) มากขึ้น โปรตีนตัวนี้จะไปจับกับแอนโดรเจน (โดยเฉพาะ Testosterone และ DHT) ทำให้แอนโดรเจนอิสระที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันลดลง
2. ลดการผลิตแอนโดรเจนจากรังไข่
ยาคุมฮอร์โมนรวมยับยั้งการหลั่ง LH และ FSH จากต่อมใต้สมอง ทำให้รังไข่ผลิตแอนโดรเจนน้อยลง
3. โปรเจสตินบางตัวมีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนโดยตรง
โปรเจสตินรุ่นใหม่บางตัว เช่น Drospirenone และ Cyproterone Acetate มีคุณสมบัติต้านแอนโดรเจนโดยตรง ช่วยบล็อกไม่ให้แอนโดรเจนไปกระตุ้นต่อมไขมัน
| กลไก | ผลต่อสิว |
|---|---|
| เพิ่ม SHBG จับแอนโดรเจน | ลดแอนโดรเจนอิสระ → ต่อมไขมันทำงานน้อยลง |
| ลด LH/FSH → ลดแอนโดรเจนจากรังไข่ | ลดการผลิตซีบัมจากต้นทาง |
| โปรเจสตินต้านแอนโดรเจน | บล็อกแอนโดรเจนที่ต่อมไขมันโดยตรง |
ยาคุมตัวไหนช่วยเรื่องสิวได้ดี?
ไม่ใช่ยาคุมทุกตัวจะช่วยเรื่องสิวเท่ากัน กุญแจสำคัญอยู่ที่ ชนิดของโปรเจสติน ที่ผสมอยู่ในยา
โปรเจสตินที่ช่วยเรื่องสิวได้ดี (ฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน)
| กลุ่มโปรเจสติน | ตัวอย่างยาคุมในประเทศไทย | จุดเด่นเรื่องสิว |
|---|---|---|
| Cyproterone Acetate | Diane-35, Sucee, B-Lady | ฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนแรงที่สุด เหมาะกับสิวรุนแรง |
| Drospirenone | Yaz, Yasmin, Preme, Belala | ต้านแอนโดรเจน + ลดบวมน้ำ FDA อนุมัติรักษาสิว |
| Chlormadinone Acetate | Tina | ต้านแอนโดรเจนปานกลาง ช่วยลดสิวได้ดี |
| Desogestrel / Gestodene | Marvelon, Meliane | ฤทธิ์แอนโดรเจนต่ำ ช่วยลดสิวได้บ้าง |
โปรเจสตินที่อาจทำให้สิวแย่ลง
โปรเจสตินรุ่นเก่าบางตัว เช่น Levonorgestrel และ Norethindrone มีฤทธิ์คล้ายแอนโดรเจน (Androgenic) อาจกระตุ้นให้ผิวมันและสิวเพิ่มขึ้นในบางคน
📌 สำคัญ: งานวิจัย Cochrane Review จาก 31 การศึกษา (12,579 คน) พบว่ายาคุมฮอร์โมนรวมทุกตัวลดสิวได้เมื่อเทียบกับยาหลอก แต่ตัวที่มีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนมักเห็นผลดีกว่า
📖 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้ว่ายาคุมฮอร์โมนรวมกับฮอร์โมนเดี่ยวต่างกันยังไง อ่านได้ที่ ยาคุมฮอร์โมนรวมคืออะไร? และ ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยวคืออะไร?
กินยาคุมกี่เดือนถึงเห็นผลกับสิว?
หลายคนกินยาคุมแล้วหวังว่าสิวจะหายภายในสัปดาห์แรก แต่ความจริงคือ ต้องใช้เวลา
ไทม์ไลน์ที่ควรคาดหวัง
| ระยะเวลา | สิ่งที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| เดือนที่ 1-2 | ร่างกายปรับตัว บางคนอาจมีสิวขึ้นเพิ่มชั่วคราว (ปกติ) |
| เดือนที่ 3 | เริ่มเห็นสิวลดลง ผิวมันน้อยลง |
| เดือนที่ 3-6 | เห็นผลชัดเจน สิวลดลงอย่างเห็นได้ชัด |
| เดือนที่ 6+ | ผลลัพธ์เต็มที่ ผิวเรียบเนียนขึ้นมาก |
📌 Meta-analysis จากผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน พบว่าที่ 6 เดือน ยาคุมฮอร์โมนรวมลดสิวได้ถึง 55% เทียบกับยาปฏิชีวนะที่ลดได้ 52% และยาหลอกลดได้เพียง 29%
ทำไมเดือนแรกสิวอาจขึ้นเพิ่ม?
ช่วงแรกที่เริ่มกินยาคุม ร่างกายกำลังปรับสมดุลฮอร์โมน บางคนอาจมีสิวขึ้นเพิ่มเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องตกใจ ให้กินต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนก่อนประเมินผล
หยุดกินยาคุมแล้วสิวจะกลับมาไหม?
คำตอบสั้นๆ คือ เป็นไปได้ เพราะยาคุมไม่ได้รักษาสาเหตุของสิวโดยตรง แต่ช่วย "ควบคุม" ระดับฮอร์โมนไว้ เมื่อหยุดยา ร่างกายจะกลับมาผลิตแอนโดรเจนตามปกติ ซึ่งอาจทำให้สิวกลับมาได้
วิธีลดโอกาสสิวกลับมาหลังหยุดยา
- ค่อยๆ หยุด — ปรึกษาเภสัชหรือแพทย์ก่อนหยุดยาคุม
- ดูแลผิวควบคู่ — ใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับผิวมันและสิว เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มี Salicylic Acid, Niacinamide หรือ Retinoid
- ปรับไลฟ์สไตล์ — ลดน้ำตาล ลดนม ออกกำลังกาย นอนหลับให้เพียงพอ
- พิจารณาทางเลือกอื่น — หากสิวกลับมารุนแรง อาจปรึกษาแพทย์เรื่องยาทางเลือกอื่น
📖 อ่านเพิ่มเติม: กังวลเรื่องผลข้างเคียงของยาคุม? อ่านได้ที่ ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด
ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยวช่วยลดสิวได้ไหม?
ไม่ได้ และอาจทำให้สิวแย่ลงด้วย
ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว (Progestin-Only Pills) ไม่มีเอสโตรเจน จึงไม่ได้กระตุ้นการผลิต SHBG เพื่อจับแอนโดรเจน นอกจากนี้ โปรเจสตินบางตัวในยาคุมฮอร์โมนเดี่ยวยังมีฤทธิ์คล้ายแอนโดรเจน อาจทำให้ผิวมันขึ้นและสิวเพิ่ม
เช่นเดียวกับ ยาฝังคุมกำเนิด และ ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมน (Hormonal IUD) ที่มีแต่โปรเจสตินเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ช่วยเรื่องสิวเช่นกัน
| ชนิดยาคุม | ช่วยลดสิว? |
|---|---|
| ยาคุมฮอร์โมนรวม (COCs) | ✅ ช่วยได้ |
| ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว (POPs) | ❌ ไม่ช่วย / อาจแย่ลง |
| ยาฝังคุมกำเนิด | ❌ ไม่ช่วย / อาจแย่ลง |
| ห่วงอนามัยมีฮอร์โมน | ❌ ไม่ช่วย / อาจแย่ลง |
| ห่วงอนามัยทองแดง (ไม่มีฮอร์โมน) | ➖ ไม่มีผลต่อสิว |
ใครเหมาะ / ไม่เหมาะกับการใช้ยาคุมรักษาสิว?
เหมาะกับ
- ผู้หญิงที่มีสิวฮอร์โมน (สิวขึ้นตามรอบเดือน บริเวณคาง แก้ม กราม)
- ต้องการคุมกำเนิดควบคู่ไปด้วย
- เคยลองยารักษาสิวทั่วไปแล้วไม่ได้ผล
- มีภาวะ PCOS ที่ทำให้สิวรุนแรง
ไม่เหมาะกับ
- ผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน (DVT)
- ผู้ที่เป็นไมเกรนชนิดมีออร่า
- ผู้สูบบุหรี่อายุ 35 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคตับรุนแรง
- สตรีให้นมบุตร (ช่วง 3 สัปดาห์แรกหลังคลอด)
📖 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้ว่ายาคุมยี่ห้อไหนเหมาะกับตัวเอง อ่านได้ที่ ยาคุมกำเนิดยี่ห้อไหนดี 2026
เคล็ดลับใช้ยาคุมรักษาสิวให้ได้ผลดีที่สุด
- กินสม่ำเสมอทุกวัน — ข้ามวันหรือกินไม่ตรงเวลาจะทำให้ฮอร์โมนผันผวน สิวอาจกลับมา
- อดทนอย่างน้อย 3 เดือน — อย่าเพิ่งเปลี่ยนยาหรือหยุดก่อนเวลา
- ดูแลผิวควบคู่ — ยาคุมช่วยจากข้างใน แต่สกินแคร์ช่วยจากข้างนอก
- ปรึกษาเภสัชหรือแพทย์ — เพื่อเลือกยาคุมที่มีโปรเจสตินเหมาะกับสภาพผิว
- สังเกตร่างกาย — หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดขาบวม ปวดหัวรุนแรง ควรพบแพทย์ทันที
📖 อ่านเพิ่มเติม: วิธีกินยาคุมให้ถูกต้อง อ่านได้ที่ วิธีกินยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี
สรุป: ยาคุมรักษาสิวได้จริง แต่ต้องเลือกให้ถูกตัว
ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมช่วยลดสิวได้จริง โดยเฉพาะตัวที่มีโปรเจสตินฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน เช่น Drospirenone หรือ Cyproterone Acetate แต่ต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือนถึงจะเห็นผลชัด และเมื่อหยุดยา สิวอาจกลับมาได้ ดังนั้นควรดูแลผิวและปรับไลฟ์สไตล์ควบคู่ไปด้วย
หากสนใจสั่งซื้อยาคุมกำเนิดออนไลน์ สามารถสมัครสมาชิกและปรึกษาเภสัชกรของ Intimo Life ได้เลย
⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
เนื้อหาในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการหรือการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
แหล่งอ้างอิง
- Cochrane Review — Combined oral contraceptive pills for treatment of acne (2022)
- NCBI Bookshelf — Which birth control pills can help reduce acne? (IQWiG, 2022)
- PMC — Hormonal Therapies for Acne: A Comprehensive Update for Dermatologists (2025)
- PMC — Influence of Contraception Class on Incidence and Severity of Acne Vulgaris (2020)
- Contemporary OB/GYN — Contraception and its impact on acne (2023)
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล — ยาเม็ดคุมกำเนิดกับการรักษาสิว
ยาคุมภายในร้าน
รวมยาคุมกำเนิดภายในร้านยี่ห้อต่างๆ
สูตรอ่อนโยน ดูแลผิว ลดอาการบวมน้ำ
ยาคุมแอนนี่ สูตรเรียบง่าย ใช้งานง่าย
ยาคุมเมโลเดีย สูตรสมดุลเพื่อผิวสวย มั่นใจ ไม่บวมน้ำ
ยาคุม Yaz ตัวช่วยลดสิว ผิวใส
ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ประสิทธิภาพสูง ช่วยดูแลผิวและปรับสมดุล
ยาคุมกำเนิดสูตรฮอร์โมนต่ำ อ่อนโยนต่อร่างกาย ลดผลข้างเคียง
ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว อ่อนโยน ยืดหยุ่นเวลาทาน 12 ชม.
ยาคุมกำเนิดที่ช่วยคุมกำเนิด พร้อมดูแลผิว ลดสิว และลดความมัน
เป็นสมาชิกกับทางร้านเพื่อรับข่าวสารและส่วนลดต่างๆ

