ยาคุมกำเนิดคืออะไร?
ยาคุมกำเนิดเป็นยาฮอร์โมนที่กินทุกวันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก:
- ยาคุมฮอร์โมนรวม (Combined Pill) — มีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสติน เหมาะกับคนทั่วไป
- ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว (Mini-Pill) — มีแค่โปรเจสตินตัวเดียว เหมาะกับแม่ให้นมหรือคนที่แพ้เอสโตรเจน
- ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Pill) — ใช้หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ต้องกินให้เร็วที่สุด
ประสิทธิภาพสูงถึง 91-99% เมื่อกินอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ
- ยาคุมกำเนิดคืออะไร?
- ยาคุมกำเนิดมีกี่ประเภท?
- ยาคุมกำเนิด vs ยาคุมฉุกเฉิน ต่างกันยังไง?
- วิธีกินยาคุมกำเนิดเบื้องต้น
- ลืมกินยาคุม ทำยังไง?
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาคุมกำเนิด
- ยาคุมกำเนิดทำให้อ้วนจริงไหม?
- ยาคุมกำเนิดช่วยรักษาสิวได้จริงไหม?
- หยุดยาคุมแล้วจะท้องได้เมื่อไหร่?
- ยาคุมยี่ห้อไหนดี?
- ยาปรับฮอร์โมน ต่างจากยาคุมยังไง?
ยาคุมกำเนิดคืออะไร?
ยาคุมกำเนิด (Birth Control Pills) คือยาเม็ดที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนสังเคราะห์ ออกแบบมาเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยทำงานผ่านกลไกหลัก 3 อย่าง ได้แก่ ยับยั้งการตกไข่ ทำให้มูกปากมดลูกข้นขึ้นจนอสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก และทำให้ผนังมดลูกบางลงจนไข่ที่ถูกปฏิสนธิไม่สามารถฝังตัวได้
ยาคุมกำเนิดไม่ได้มีไว้แค่ป้องกันท้องเท่านั้น ผู้หญิงหลายคนใช้ยาคุมเพื่อช่วยจัดการกับปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดประจำเดือนรุนแรง สิวจากฮอร์โมน หรือแม้แต่อาการของ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome)
ปัจจุบันยาคุมกำเนิดเป็นหนึ่งในวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก เพราะใช้ง่าย ราคาไม่แพง และมีประสิทธิภาพสูงถึง 99% เมื่อกินอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ
ยาคุมกำเนิดมีกี่ประเภท?
ยาคุมกำเนิดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามส่วนผสมของฮอร์โมนและวัตถุประสงค์ในการใช้
ยาคุมฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive — COC)
ยาคุมฮอร์โมนรวมประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสติน (Progestin) ทำงานร่วมกันเพื่อยับยั้งการตกไข่และทำให้มูกปากมดลูกข้นขึ้น เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะมีประสิทธิภาพสูงและยังช่วยเรื่องผิวพรรณ ลดสิว และทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ
มีให้เลือกทั้งแบบ 21 เม็ด (กินแล้วหยุด 7 วัน) และแบบ 28 เม็ด (กินต่อเนื่องไม่ต้องหยุด)
📖 อ่านเพิ่มเติม: ยาคุมฮอร์โมนรวม เหมาะกับใครบ้าง?
ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว (Progestin-Only Pill — POP / Mini Pill)
ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยวมีเฉพาะโปรเจสตินเพียงตัวเดียว ไม่มีเอสโตรเจน จึงเหมาะกับผู้หญิงที่ให้นมบุตร มีข้อห้ามในการใช้เอสโตรเจน หรือมีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน ยาคุมประเภทนี้ต้องกินตรงเวลาทุกวัน เพราะหากกินคลาดเคลื่อนเกิน 3 ชั่วโมง ประสิทธิภาพจะลดลง
📖 อ่านเพิ่มเติม: ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว คืออะไร ข้อดี-ข้อเสียที่ควรรู้
ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill — ECP)
ยาคุมฉุกเฉินไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้เป็นประจำ แต่ใช้ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือวิธีคุมกำเนิดปกติล้มเหลว (เช่น ถุงยางขาด) ยาคุมฉุกเฉินมีฮอร์โมนในปริมาณสูง ทำงานโดยยับยั้งหรือชะลอการตกไข่ ต้องกินให้เร็วที่สุดหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมงแรก
📖 อ่านเพิ่มเติม: ยาคุมฉุกเฉิน ต้องกินภายในกี่ชั่วโมง?
ยาคุมกำเนิด vs ยาคุมฉุกเฉิน ต่างกันยังไง?
หลายคนยังสับสนระหว่างยาคุมกำเนิดกับยาคุมฉุกเฉิน ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองตัวมีวัตถุประสงค์และวิธีใช้ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
| ยาคุมกำเนิด | ยาคุมฉุกเฉิน | |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | ป้องกันการตั้งครรภ์แบบวางแผนล่วงหน้า | ใช้หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน |
| ความถี่ในการกิน | กินทุกวัน | กินครั้งเดียวเมื่อจำเป็น |
| ปริมาณฮอร์โมน | ต่ำ (ออกแบบให้ใช้ระยะยาว) | สูง (ออกแบบให้ใช้ครั้งเดียว) |
| ประสิทธิภาพ | ~99% เมื่อกินถูกต้อง | ~85-95% ขึ้นอยู่กับเวลาที่กิน |
| ผลข้างเคียง | น้อย เพราะฮอร์โมนต่ำ | อาจมีมากกว่า เช่น คลื่นไส้ ประจำเดือนแปรปรวน |
สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ ยาคุมฉุกเฉินไม่ควรใช้แทนยาคุมกำเนิดประจำ เพราะฮอร์โมนสูงและอาจส่งผลต่อรอบเดือนได้
📖 อ่านเปรียบเทียบแบบละเอียด: ยาคุมกำเนิด vs ยาคุมฉุกเฉิน ต่างกันยังไง?
วิธีกินยาคุมกำเนิดเบื้องต้น
หลักการกินยาคุมกำเนิดไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องกินให้ถูกวิธีเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
- กินเวลาเดิมทุกวัน — ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนจะช่วยได้มาก
- แบบ 21 เม็ด — กินต่อเนื่อง 21 วัน แล้วหยุด 7 วัน (ช่วงนี้ประจำเดือนจะมา) จากนั้นเริ่มแผงใหม่
- แบบ 28 เม็ด — กินต่อเนื่องทุกวันไม่ต้องหยุด เม็ดสุดท้าย 7 เม็ดเป็นยาหลอก (placebo)
- เริ่มกินแผงแรก — แนะนำให้เริ่มกินเม็ดแรกในวันแรกของประจำเดือน จะได้ผลคุมกำเนิดทันที
📖 อ่านคู่มือฉบับเต็ม: วิธีกินยาคุมกำเนิดให้ถูกต้อง
ลืมกินยาคุม ทำยังไง?
การลืมกินยาคุมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าลืมไปกี่เม็ดและอยู่ในสัปดาห์ไหนของแผง เพราะวิธีจัดการจะแตกต่างกัน
หลักการเบื้องต้น:
- ลืม 1 เม็ด → กินทันทีที่นึกได้ แล้วกินเม็ดถัดไปตามปกติ (อาจกิน 2 เม็ดในวันเดียว)
- ลืม 2 เม็ดขึ้นไป → ต้องดูว่าอยู่สัปดาห์ไหน และอาจต้องใช้ถุงยางอนามัยเสริม
📖 อ่านวิธีจัดการทุกกรณี: ลืมกินยาคุม ทำยังไงดี?
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดเป็นยาที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากมีฮอร์โมนเป็นส่วนประกอบ จึงอาจมีผลข้างเคียงบ้างในช่วงแรกที่เริ่มใช้ ซึ่งมักจะดีขึ้นภายใน 2-3 เดือน
ผลข้างเคียงที่พบได้:
- คลื่นไส้ โดยเฉพาะช่วงแรกที่เริ่มกิน
- เลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน (Breakthrough bleeding)
- คัดตึงเต้านม
- ปวดศีรษะ
- อารมณ์แปรปรวน
- น้ำหนักเปลี่ยนแปลง (ซึ่งเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันมาก)
ผลข้างเคียงเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรก หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรง ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อเปลี่ยนสูตรยา
📖 อ่านรายละเอียดทั้งหมด: ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิดทำให้อ้วนจริงไหม?
นี่คือคำถามยอดฮิตที่สาวๆ ถามกันมากที่สุด คำตอบสั้นๆ คือ — งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่พบว่ายาคุมกำเนิดทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกว่าตัวบวมขึ้นในช่วงแรก ซึ่งมักเกิดจากการคั่งของน้ำ ไม่ใช่ไขมันที่เพิ่มขึ้นจริงๆ
📖 อ่านงานวิจัยและข้อเท็จจริง: ยาคุมกำเนิดทำให้อ้วนจริงไหม?
ยาคุมกำเนิดช่วยรักษาสิวได้จริงไหม?
ยาคุมกำเนิดบางสูตร โดยเฉพาะยาคุมฮอร์โมนรวมที่มีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน (Anti-androgen) สามารถช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้จริง โดยทำงานผ่านการลดระดับฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ยาคุมทุกยี่ห้อที่ช่วยเรื่องสิว และอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือนกว่าจะเห็นผล
📖 อ่านเพิ่มเติม: ยาคุมกำเนิดช่วยรักษาสิวได้จริงไหม?
หยุดยาคุมแล้วจะท้องได้เมื่อไหร่?
ผู้หญิงหลายคนกังวลว่าหลังหยุดยาคุมจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะตั้งครรภ์ได้ ข่าวดีคือ ยาคุมกำเนิดไม่ได้ส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตรในระยะยาว ร่างกายส่วนใหญ่จะกลับมาตกไข่ได้ภายใน 1-3 เดือนหลังหยุดยา แม้ว่าบางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นเล็กน้อย
📖 อ่านรายละเอียด: หยุดยาคุมแล้วจะท้องได้เมื่อไหร่?
ยาคุมยี่ห้อไหนดี?
ยาคุมกำเนิดในประเทศไทยมีหลายยี่ห้อให้เลือก แต่ละยี่ห้อมีสูตรฮอร์โมนที่แตกต่างกัน ยาคุมที่ "ดีที่สุด" ไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับร่างกายและความต้องการของแต่ละคน เช่น ต้องการยาคุมที่ช่วยเรื่องสิว ต้องการสูตรที่ไม่บวมน้ำ หรือต้องการยาคุมที่เหมาะกับคนให้นมบุตร
📖 อ่านรีวิวและเปรียบเทียบ: ยาคุมยี่ห้อไหนดีปี 2026
ยาปรับฮอร์โมน ต่างจากยาคุมยังไง?
หลายคนสับสนระหว่าง "ยาปรับฮอร์โมน" กับ "ยาคุมกำเนิด" แม้ว่าทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน แต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน
- ยาคุมกำเนิด — ออกแบบมาเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เป็นหลัก (แม้จะมีประโยชน์เสริมอื่นๆ)
- ยาปรับฮอร์โมน — ออกแบบมาเพื่อรักษาภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล เช่น ประจำเดือนไม่มา, PCOS, อาการวัยทอง (HRT) หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
ในบางกรณี แพทย์อาจสั่งยาคุมกำเนิดเพื่อใช้เป็นยาปรับฮอร์โมนด้วย แต่ไม่ใช่ทุกกรณีที่ใช้แทนกันได้
📖 อ่านเพิ่มเติม: ยาปรับฮอร์โมนช่วยอะไร? ใช้เมื่อไหร่บ้าง
คำถามที่พบบ่อย
ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ไม่ลดประสิทธิภาพยาคุม ยกเว้น Rifampicin และ Rifabutin ที่ใช้รักษาวัณโรค ซึ่งจะเร่งการเผาผลาญฮอร์โมนในยาคุมจนประสิทธิภาพลดลง หากต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้ ควรใช้ถุงยางอนามัยเสริมตลอดช่วงที่กินยาและหลังหยุดยาอีก 28 วัน
แอลกอฮอล์ไม่ได้ลดประสิทธิภาพของยาคุมโดยตรง แต่ถ้าดื่มจนเมามากอาจทำให้ลืมกินยาหรืออาเจียนภายใน 2 ชั่วโมงหลังกินยา ซึ่งจะทำให้ยาไม่ถูกดูดซึมเต็มที่ หากอาเจียนหลังกินยา ให้กินเม็ดใหม่ทดแทน
ไม่อันตราย ยาคุมบางสูตรอาจทำให้เยื่อบุมดลูกบางมากจนไม่มีเลือดออกในช่วงหยุดยา ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่หากกังวลว่าอาจตั้งครรภ์ ควรตรวจด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์เพื่อความมั่นใจ
ได้ ปัจจุบัน NHS และ FSRH แนะนำว่าการกินยาคุมฮอร์โมนรวมต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก (Continuous use) เป็นวิธีที่ปลอดภัยและช่วยลดอาการปวดหัว ปวดประจำเดือน และอาการ PMS ในช่วงหยุดยาได้ ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเริ่มใช้วิธีนี้
ไม่ได้ ยาคุมกำเนิดป้องกันได้เฉพาะการตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เช่น หนองใน ซิฟิลิส หรือ HIV ได้ หากต้องการป้องกันทั้งสองอย่าง ควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย
ไม่ได้ ยาคุมกำเนิดออกแบบมาให้ทำงานกับระบบฮอร์โมนของผู้หญิงโดยเฉพาะ หากผู้ชายกินจะไม่มีผลคุมกำเนิดใดๆ และอาจเกิดผลข้างเคียงจากฮอร์โมนเพศหญิง เช่น เต้านมขยาย อารมณ์แปรปรวน
ได้ ยาคุมกำเนิดสามารถกินได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร ไม่จำเป็นต้องกินพร้อมอาหาร แต่หากรู้สึกคลื่นไส้หลังกินยา การกินพร้อมอาหารเบาๆ หรือก่อนนอนอาจช่วยลดอาการได้
แนะนำให้กินยาคุมยี่ห้อเดิมจนหมดแผงก่อน แล้วเริ่มยี่ห้อใหม่ในวันถัดไป (ไม่ต้องหยุดพัก 7 วัน) เพื่อให้ได้ผลคุมกำเนิดต่อเนื่อง หากต้องการเปลี่ยนกลางแผง ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อวางแผนให้เหมาะสม
ไม่จำเป็น ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สนับสนุนว่าต้อง "หยุดพัก" จากยาคุม การหยุดยาโดยไม่มีเหตุผลอาจทำให้ตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ สามารถกินยาคุมต่อเนื่องได้จนกว่าจะต้องการตั้งครรภ์หรือแพทย์แนะนำให้หยุด
ควรแจ้งเสมอ เพราะยาคุมกำเนิดอาจส่งผลต่อค่าเลือดบางตัว เช่น ค่าการแข็งตัวของเลือด ค่าไทรอยด์ และระดับไขมันในเลือด การแจ้งแพทย์จะช่วยให้แปลผลตรวจได้ถูกต้องมากขึ้น
⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
เนื้อหาในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการหรือการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
เป็นสมาชิกกับทางร้านเพื่อรับข่าวสารและส่วนลดต่างๆ

