ยาคุมฮอร์โมนรวม เหมาะกับใครบ้าง?
ยาคุมฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive Pill หรือ COC) คือยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ เอสโตรเจนและโปรเจสติน ทำงานร่วมกันเพื่อยับยั้งการตกไข่
- ป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากกว่า 99% เมื่อทานอย่างถูกต้อง
- เหมาะกับผู้หญิงที่ต้องการคุมกำเนิดพร้อมดูแลสุขภาพผิวและปรับสมดุลฮอร์โมน
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน ไมเกรนแบบมีออร่า หรือกำลังให้นมบุตร
- ยาคุมฮอร์โมนรวม คืออะไร?
- ยาคุมฮอร์โมนรวม ทำงานอย่างไร?
- ยาคุมฮอร์โมนรวม เหมาะกับใครบ้าง?
- ใครที่ไม่ควรใช้ยาคุมฮอร์โมนรวม?
- ข้อดีของยาคุมฮอร์โมนรวม
- ข้อเสียและผลข้างเคียง
- สถิติและข้อมูลสำคัญ
- ยาคุมฮอร์โมนรวม vs ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว
- ยาคุมฮอร์โมนรวมที่มีจำหน่ายในประเทศไทย
- วิธีกินยาคุมฮอร์โมนรวม
- ลืมกินยาคุมฮอร์โมนรวม ทำอย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ยาคุมฮอร์โมนรวม คืออะไร?
ยาคุมฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive Pill — COC) เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ประกอบด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ 2 ชนิด ได้แก่ เอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสติน (Progestin) ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์
ยาคุมชนิดนี้เป็นหนึ่งในวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก เพราะนอกจากจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีประโยชน์เสริมอื่น ๆ เช่น ช่วยรักษาสิว ลดอาการปวดประจำเดือน และทำให้รอบเดือนสม่ำเสมอขึ้น
ยาคุมฮอร์โมนรวม ทำงานอย่างไร?
ยาคุมฮอร์โมนรวมทำงานผ่านกลไก 3 ขั้นตอนหลัก:
ยับยั้งการตกไข่
ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินทำงานร่วมกันส่งสัญญาณไปยังสมองให้หยุดกระตุ้นรังไข่ ทำให้ไม่มีการปล่อยไข่ออกมาในแต่ละรอบเดือน
ทำให้มูกปากมดลูกข้นขึ้น
โปรเจสตินช่วยเปลี่ยนลักษณะของมูกบริเวณปากมดลูกให้ข้นและเหนียวขึ้น ทำให้อสุจิเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปได้ยาก
ทำให้เยื่อบุมดลูกบางลง
ฮอร์โมนทั้งสองชนิดทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง ลดโอกาสที่ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วจะฝังตัวได้สำเร็จ
ยาคุมฮอร์โมนรวม เหมาะกับใครบ้าง?
ยาคุมฮอร์โมนรวมเหมาะกับผู้หญิงหลายกลุ่ม ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องคุมกำเนิดเพียงอย่างเดียว:
- ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดแบบรับประทาน — ใช้ง่าย ทานวันละ 1 เม็ด สามารถหยุดใช้ได้เมื่อต้องการมีบุตร
- ผู้ที่มีปัญหาสิวจากฮอร์โมน — ยาคุมฮอร์โมนรวมช่วยลดระดับแอนโดรเจน ทำให้สิวลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- ผู้ที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ — ช่วยให้รอบเดือนสม่ำเสมอ คาดเดาได้
- ผู้ที่ปวดประจำเดือนรุนแรง — ช่วยลดอาการปวดท้องน้อยและอาการ PMS
- ผู้ที่มีภาวะ PCOS — แพทย์มักแนะนำยาคุมฮอร์โมนรวมเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนและลดอาการของ PCOS
- ผู้ที่ต้องการเลื่อนประจำเดือน — สามารถทานต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักเพื่อเลื่อนรอบเดือนได้
📖 อ่านเพิ่มเติม:ยาคุมกำเนิด กินแล้วช่วยลดสิวได้จริงไหม?
ใครที่ไม่ควรใช้ยาคุมฮอร์โมนรวม?
ยาคุมฮอร์โมนรวมไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้:
- มีประวัติหรือความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (VTE) — เอสโตรเจนในยาคุมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
- เป็นไมเกรนแบบมีออร่า — เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง
- อายุมากกว่า 35 ปี และสูบบุหรี่ — เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก
- มีโรคตับรุนแรง หรือมะเร็งตับ
- มีประวัติมะเร็งเต้านม
- ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ (≥160/100 mmHg)
- กำลังให้นมบุตร (ภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด) — เอสโตรเจนอาจลดปริมาณน้ำนม
- เป็นเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้อาจพิจารณาใช้ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยวแทน ซึ่งไม่มีเอสโตรเจน
💡 รู้หรือไม่:ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว คืออะไร ข้อดี-ข้อเสีย ที่ควรรู้
ข้อดีของยาคุมฮอร์โมนรวม
ป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อทานอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ ยาคุมฮอร์โมนรวมป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากกว่า 99% ในการใช้งานจริง (typical use) ประสิทธิภาพอยู่ที่ประมาณ 91-93%
ช่วยรักษาสิวและลดความมันบนใบหน้า
ยาคุมฮอร์โมนรวมช่วยลดระดับแอนโดรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการผลิตน้ำมันบนผิวหน้า จึงช่วยลดสิวฮอร์โมนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดอาการปวดประจำเดือนและ PMS
ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องน้อย อารมณ์แปรปรวน คัดตึงเต้านม และอาการอื่น ๆ ที่เกิดก่อนและระหว่างมีประจำเดือน
ทำให้รอบเดือนสม่ำเสมอ
เหมาะกับผู้ที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยให้คาดเดาวันที่ประจำเดือนจะมาได้แม่นยำขึ้น
ลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
งานวิจัยพบว่าการใช้ยาคุมฮอร์โมนรวมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ลง 40-50% และมะเร็งเยื่อบุมดลูกลง 50% โดยผลป้องกันนี้คงอยู่ได้นานหลายปีหลังหยุดใช้ยา
📖 อ่านเพิ่มเติม:ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด มีอะไรบ้าง?
ข้อเสียและผลข้างเคียง
แม้ยาคุมฮอร์โมนรวมจะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ควรรู้:
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (มักหายไปใน 2-3 เดือนแรก)
- คลื่นไส้
- ปวดศีรษะ
- คัดตึงเต้านม
- เลือดออกกะปริดกะปรอย (spotting)
- อารมณ์แปรปรวน
ผลข้างเคียงที่ร้ายแรง (พบได้น้อยแต่ต้องระวัง)
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (VTE) — ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาคุม แต่ยังถือว่าพบได้น้อยมาก (ประมาณ 5-12 ต่อ 10,000 ผู้ใช้ต่อปี)
- ความดันโลหิตสูงขึ้นเล็กน้อย
- ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย — แต่ความเสี่ยงจะกลับสู่ปกติหลังหยุดใช้ยา 5-10 ปี
💡 รู้หรือไม่:กินยาคุมแล้วอ้วนจริงไหม?
สถิติและข้อมูลสำคัญ
- ยาคุมฮอร์โมนรวมมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ มากกว่า 99% เมื่อใช้อย่างถูกต้อง (NHS, 2024)
- ในการใช้งานจริง (typical use) ประสิทธิภาพอยู่ที่ประมาณ 91% (CDC)
- ความเสี่ยง VTE ในผู้ใช้ยาคุมฮอร์โมนรวม: 5-12 ต่อ 10,000 คนต่อปี เทียบกับ 2 ต่อ 10,000 คนต่อปีในผู้ที่ไม่ได้ใช้ (BMJ, 2025)
- ยาคุมฮอร์โมนรวมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ลง 40-50% (ACOG)
- ลดความเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุมดลูกลง 50% และผลป้องกันคงอยู่ได้นานถึง 20 ปี หลังหยุดใช้ (PubMed)
- ผู้หญิงทั่วโลกกว่า 150 ล้านคน ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด (WHO)
| สถิติ | ตัวเลข | แหล่งอ้างอิง |
|---|---|---|
| ประสิทธิภาพ (ใช้ถูกต้อง) | >99% | NHS |
| ประสิทธิภาพ (typical use) | ~91% | CDC |
| ความเสี่ยง VTE ผู้ใช้ COC | 5-12 ต่อ 10,000 คน/ปี | BMJ |
| ลดมะเร็งรังไข่ | 40-50% | ACOG |
| ลดมะเร็งเยื่อบุมดลูก | 50% | PubMed |
| ผู้ใช้ยาคุมเม็ดทั่วโลก | >150 ล้านคน | WHO |
ยาคุมฮอร์โมนรวม vs ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว
| เปรียบเทียบ | ยาคุมฮอร์โมนรวม (COC) | ยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว (POP) |
|---|---|---|
| ฮอร์โมน | เอสโตรเจน + โปรเจสติน | โปรเจสตินอย่างเดียว |
| การยับยั้งการตกไข่ | ยับยั้งทุกรอบ | ขึ้นอยู่กับชนิดโปรเจสติน |
| ช่วยลดสิว | ✅ ได้ผลดี | ❌ ไม่ช่วย / อาจทำให้แย่ลง |
| เหมาะกับแม่ให้นม | ❌ ไม่แนะนำ | ✅ ปลอดภัย |
| ความเสี่ยง VTE | เพิ่มขึ้นเล็กน้อย | ไม่เพิ่ม |
| ผู้เป็นไมเกรนมีออร่า | ❌ ห้ามใช้ | ✅ ใช้ได้ |
| ความยืดหยุ่นเวลาทาน | ทานเวลาเดิม ±12 ชม. | ต้องทานตรงเวลา (±3 หรือ ±12 ชม.) |
| ช่วยเรื่องรอบเดือน | ✅ สม่ำเสมอ | อาจทำให้ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ |
📖 อ่านเพิ่มเติม:ยาคุมกำเนิด คืออะไร? ทุกเรื่องที่ต้องรู้
ยาคุมฮอร์โมนรวมที่มีจำหน่ายในประเทศไทย
ยาคุมฮอร์โมนรวมมีหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อมีสูตรฮอร์โมนที่แตกต่างกัน เหมาะกับความต้องการที่ต่างกัน
| ยี่ห้อ | จุดเด่น |
|---|---|
| Marvelon (มาร์วีลอน) | ยาคุมฮอร์โมนรวมยอดนิยม ช่วยรักษาสิว ลดอาการ PMS |
| Mercilon (เมอซิลอน) | สูตรเอสโตรเจนต่ำ ลดผลข้างเคียง เหมาะกับผู้ที่ไวต่อฮอร์โมน |
| Yasmin (ยาสมิน) | ช่วยลดสิว ลดความมันบนใบหน้า ไม่บวมน้ำ |
ทั้ง 3 ยี่ห้อนี้สามารถสั่งซื้อได้ที่ Intimo Life พร้อมปรึกษาเภสัชกรก่อนสั่งซื้อ และสมัครสมาชิกเพื่อรับยาต่อเนื่องทุกเดือนโดยไม่ต้องสั่งซ้ำ
📖 อ่านเพิ่มเติม:ยาคุมกำเนิด ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
วิธีกินยาคุมฮอร์โมนรวม
แบบ 21 เม็ด
- เริ่มทานเม็ดแรกในวันแรกของประจำเดือน
- ทานวันละ 1 เม็ด ในเวลาเดียวกันทุกวัน ติดต่อกัน 21 วัน
- หยุดทาน 7 วัน (ช่วงนี้จะมีเลือดออกคล้ายประจำเดือน)
- เริ่มแผงใหม่ในวันที่ 8 ไม่ว่าเลือดจะหยุดหรือยัง
แบบ 28 เม็ด
- ทานวันละ 1 เม็ด ติดต่อกันทุกวันโดยไม่หยุดพัก
- เม็ดที่ 22-28 เป็นยาหลอก (ไม่มีฮอร์โมน) ช่วยให้ไม่ลืมทาน
- เริ่มแผงใหม่ทันทีหลังทานหมดแผง
📖 อ่านเพิ่มเติม:วิธีกินยาคุมกำเนิดให้ถูกต้อง
ลืมกินยาคุมฮอร์โมนรวม ทำอย่างไร?
ลืม 1 เม็ด (น้อยกว่า 24 ชั่วโมง)
ทานเม็ดที่ลืมทันทีที่นึกได้ แล้วทานเม็ดถัดไปตามเวลาปกติ (อาจต้องทาน 2 เม็ดในวันเดียวกัน) ไม่จำเป็นต้องใช้การคุมกำเนิดเสริม
ลืม 2 เม็ดขึ้นไป
ทานเม็ดล่าสุดที่ลืมทันทีที่นึกได้ ทิ้งเม็ดที่เหลือที่ลืมไป แล้วทานต่อตามปกติ ควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยอย่างน้อย 7 วัน หากลืมในสัปดาห์ที่ 3 ให้ข้ามช่วงหยุดยาแล้วเริ่มแผงใหม่ทันที
📖 อ่านเพิ่มเติม:ลืมกินยาคุม ทำยังไงดี?
คำถามที่พบบ่อย
งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ายาคุมฮอร์โมนรวมทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจมีอาการบวมน้ำเล็กน้อยในช่วงแรก แต่มักหายไปเอง
แนะนำให้เริ่มในวันแรกของประจำเดือน จะได้ผลป้องกันทันที หากเริ่มวันอื่นควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยอย่างน้อย 7 วัน
สามารถทานต่อเนื่องได้หลายปีตราบใดที่ไม่มีข้อห้ามใช้ ควรพบแพทย์ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
ไม่มีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ในระยะยาว หลังหยุดยาส่วนใหญ่จะกลับมาตกไข่ได้ภายใน 1-3 เดือน
💡 รู้หรือไม่:หยุดยาคุมแล้วท้องได้เมื่อไหร่?
ยาบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของยาคุม เช่น ยาปฏิชีวนะบางตัว (Rifampicin) ยากันชัก และสมุนไพร St. John's Wort ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่ใช้ยาร่วม
ยาคุมฮอร์โมนรวมไม่ได้รักษา PCOS ให้หายขาด แต่ช่วยจัดการอาการได้ดี เช่น ปรับรอบเดือนให้สม่ำเสมอ ลดสิว และลดระดับแอนโดรเจน
ในช่วงหยุดยา 7 วัน ควรมีเลือดออก หากไม่มีเลือดออกติดต่อกัน 2-3 รอบ ควรตรวจการตั้งครรภ์และปรึกษาแพทย์
มีงานวิจัยพบว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงจะกลับสู่ปกติภายใน 5-10 ปีหลังหยุดใช้ยา ในขณะเดียวกันยาคุมฮอร์โมนรวมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้
ยาคุมฮอร์โมนรวมเป็นยาที่ทานทุกวันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ล่วงหน้า ส่วนยาคุมฉุกเฉินใช้หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีคุมกำเนิดหลัก
📖 อ่านเพิ่มเติม:ยาคุมกำเนิด vs ยาคุมฉุกเฉิน ต่างกันอย่างไร?
ได้ โดยทานยาต่อเนื่องข้ามช่วงหยุดยา 7 วัน เริ่มแผงใหม่ทันทีหลังทานแผงเดิมหมด ประจำเดือนจะไม่มาจนกว่าจะหยุดทาน
ไม่ได้ ยาคุมกำเนิดทุกชนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเสมอ
⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
เนื้อหาในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการหรือการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
แหล่งอ้างอิง
- ACOG — Combined Hormonal Birth Control: Pill, Patch, and Ring
- BMJ — Venous Thromboembolism Risk with Combined Oral Contraceptives (2025)
- FDA — Birth Control Guide
- Mayo Clinic — Combination Birth Control Pills
- NHS — Combined Pill
- PubMed — Non-contraceptive Benefits of Combined Oral Contraceptives
- WHO — Medical Eligibility Criteria for Contraceptive Use
สินค้ายาคุมทั้งหมด
-
Premeสูตรอ่อนโยน ดูแลผิว ลดอาการบวมน้ำ
✓ In stock115.00 ฿ / -
Annylynยาคุมแอนนี่ สูตรเรียบง่าย ใช้งานง่าย
✓ In stock118.00 ฿ / -
Melodiaยาคุมเมโลเดีย สูตรสมดุลเพื่อผิวสวย มั่นใจ ไม่บวมน้ำ
✓ In stock285.00 ฿ / -
Yazยาคุม Yaz ตัวช่วยลดสิว ผิวใส
✓ In stock425.00 ฿ / -
Marvelonยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ประสิทธิภาพสูง ช่วยดูแลผิวและปรับสมดุล
✓ In stock125.00 ฿ / -
Mercilonยาคุมกำเนิดสูตรฮอร์โมนต่ำ อ่อนโยนต่อร่างกาย ลดผลข้างเคียง
✓ In stock185.00 ฿ / -
Cerazetteยาคุมฮอร์โมนเดี่ยว อ่อนโยน ยืดหยุ่นเวลาทาน 12 ชม.
✓ In stock230.00 ฿ / -
Yasminยาคุมกำเนิดที่ช่วยคุมกำเนิด พร้อมดูแลผิว ลดสิว และลดความมัน
✓ In stock395.00 ฿ /
เป็นสมาชิกกับทางร้านเพื่อรับข่าวสารและส่วนลดต่างๆ

