กล้ามเนื้ออักเสบคืออะไร?
กล้ามเนื้ออักเสบ (Myositis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบ ทำให้มีอาการ:
- ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณกล้ามเนื้อ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะแขนขา
- เคลื่อนไหวลำบาก เมื่อยล้าง่าย
- เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการใช้งานหนัก การติดเชื้อ และภูมิคุ้มกันผิดปกติ
- รักษาได้ด้วยการพักผ่อน ประคบ ยาแก้อักเสบ และยาคลายกล้ามเนื้อ
- กล้ามเนื้ออักเสบคืออะไร
- สถิติที่ควรรู้เกี่ยวกับกล้ามเนื้ออักเสบ
- สาเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบ
- อาการกล้ามเนื้ออักเสบ สังเกตยังไง
- ประเภทของกล้ามเนื้ออักเสบ
- กล้ามเนื้ออักเสบ วินิจฉัยอย่างไร
- วิธีรักษากล้ามเนื้ออักเสบ
- ยาที่ใช้รักษากล้ามเนื้ออักเสบ
- กล้ามเนื้ออักเสบ ประคบร้อนหรือเย็น
- กล้ามเนื้ออักเสบ นวดได้ไหม
- กล้ามเนื้ออักเสบ ห้ามกินอะไร
- การป้องกันกล้ามเนื้ออักเสบ
- เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
- คำถามที่พบบ่อย
กล้ามเนื้ออักเสบคืออะไร
กล้ามเนื้ออักเสบ (Myositis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบ ส่งผลให้รู้สึกปวด บวม อ่อนแรง และเคลื่อนไหวได้ลำบาก อาการอาจเกิดขึ้นเฉพาะจุดหรือกระจายไปหลายส่วนของร่างกาย ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง
กล้ามเนื้ออักเสบแบ่งออกได้หลายประเภท ตั้งแต่แบบเฉียบพลันที่เกิดจากการใช้งานหนักหรือบาดเจ็บ ไปจนถึงแบบเรื้อรังที่เกิดจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune) ซึ่งต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
ในภาษาอังกฤษ กล้ามเนื้ออักเสบเรียกว่า "Myositis" มาจากรากศัพท์ภาษากรีก "myo" แปลว่ากล้ามเนื้อ และ "itis" แปลว่าการอักเสบ ครอบคลุมทั้งการอักเสบจากการบาดเจ็บทั่วไป ไปจนถึงกลุ่มโรคกล้ามเนื้ออักเสบที่ซับซ้อน เช่น Polymyositis และ Dermatomyositis
สถิติที่ควรรู้เกี่ยวกับกล้ามเนื้ออักเสบ
- ประมาณ 1.71 พันล้านคน ทั่วโลกมีปัญหาเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก — WHO
- โรคกล้ามเนื้อและกระดูกเป็น สาเหตุอันดับ 1 ของความพิการ ทั่วโลก โดยอาการปวดหลังส่วนล่างเป็นสาเหตุหลักใน 160 ประเทศ — WHO
- ผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา 54% รายงานว่ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 874 พันล้านดอลลาร์ต่อปี — BMJ Best Practice
- อาการปวดคอส่งผลกระทบต่อ 203 ล้านคน ทั่วโลกในปี 2020 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 269 ล้านคน ภายในปี 2050 — The Lancet Rheumatology
- กลุ่มโรคกล้ามเนื้ออักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Inflammatory Myopathies) มีอัตราความชุก 2.4-33.8 ต่อ 100,000 คน — NCBI StatPearls
สาเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบ
กล้ามเนื้ออักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไปในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคที่ซับซ้อน สาเหตุหลักแบ่งได้ดังนี้
การบาดเจ็บและการใช้งานหนัก
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้กล้ามเนื้อหนักเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหักโหม ยกของหนัก นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ หรือเคลื่อนไหวผิดท่า ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็กน้อยและเกิดการอักเสบตามมา
การติดเชื้อ
เชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และ COVID-19 สามารถทำให้กล้ามเนื้ออักเสบได้ นอกจากนี้ การติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน แม้จะพบได้น้อยกว่า
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune)
ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ตัวอย่างเช่น Polymyositis, Dermatomyositis และ Inclusion Body Myositis
ยาและสารเคมี
ยาบางชนิด เช่น ยาลดไขมันกลุ่ม Statin สามารถทำให้กล้ามเนื้ออักเสบเป็นผลข้างเคียงได้ รวมถึงแอลกอฮอล์และสารเสพติดบางประเภท
| สาเหตุ | อาการเด่น | ระยะเวลาหาย (โดยประมาณ) | ความรุนแรง |
|---|---|---|---|
| ใช้งานหนัก / ออกกำลังกาย | ปวดเมื่อย ตึง เจ็บเมื่อกด | 3-7 วัน | น้อย — ปานกลาง |
| บาดเจ็บ / เคลื่อนไหวผิดท่า | ปวดเฉพาะจุด บวม ช้ำ | 1-4 สัปดาห์ | ปานกลาง |
| ติดเชื้อไวรัส (เช่น ไข้หวัดใหญ่) | ปวดเมื่อยทั้งตัว มีไข้ร่วม | 1-2 สัปดาห์ (หายพร้อมการติดเชื้อ) | น้อย — ปานกลาง |
| โรคภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) | อ่อนแรงค่อยๆ เป็นมากขึ้น ปวดเรื้อรัง | เรื้อรัง — ต้องรักษาต่อเนื่อง | ปานกลาง — รุนแรง |
| ผลข้างเคียงจากยา (เช่น Statin) | ปวดเมื่อย อ่อนแรง ตะคริว | หายหลังหยุดยา (สัปดาห์ — เดือน) | น้อย — ปานกลาง |
📖 อยากรู้ว่ากล้ามเนื้ออักเสบ กินยาอะไรได้บ้าง และแต่ละตัวต่างกันยังไง? อ่านต่อได้ที่บทความ กล้ามเนื้ออักเสบ กินยาอะไร ที่รวมข้อมูลยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อไว้ครบ
อาการกล้ามเนื้ออักเสบ สังเกตยังไง
อาการกล้ามเนื้ออักเสบอาจแตกต่างกันไปตามสาเหตุและตำแหน่งที่เกิด แต่อาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้
อาการหลัก
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ — อาจปวดตื้อๆ ตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาเคลื่อนไหว
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง — รู้สึกไม่มีแรง ยกของลำบาก ขึ้นบันไดไม่ไหว
- บวมแดง — บริเวณที่อักเสบอาจบวม ร้อน หรือแดง
- ตึงและยึด — กล้ามเนื้อรู้สึกตึง เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่
- เจ็บเมื่อกด — กดบริเวณที่อักเสบแล้วรู้สึกเจ็บ
อาการที่ควรระวัง
- ปวดรุนแรงจนนอนไม่หลับ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
- มีไข้ร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ
- ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ (อาจเป็นสัญญาณของ Rhabdomyolysis)
- อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง 1-2 สัปดาห์
ประเภทของกล้ามเนื้ออักเสบ
กล้ามเนื้ออักเสบแบ่งออกได้หลายประเภทตามสาเหตุและลักษณะการดำเนินโรค
กล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน (Acute Myositis)
เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มักเกิดจากการบาดเจ็บ ออกกำลังกายหนัก หรือติดเชื้อ อาการมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันถึงสัปดาห์เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (Chronic Myositis)
อาการค่อยๆ เป็นมากขึ้นและคงอยู่นาน มักเกิดจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ต้องการการรักษาอย่างต่อเนื่อง
Polymyositis
โรคภูมิคุ้มกันที่ทำให้กล้ามเนื้อหลายกลุ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นแขนและต้นขา พบในผู้ใหญ่อายุ 30-60 ปี
Dermatomyositis
คล้าย Polymyositis แต่มีผื่นผิวหนังร่วมด้วย มักเป็นผื่นสีม่วงแดงบริเวณหนังตา ใบหน้า หรือข้อนิ้วมือ
Inclusion Body Myositis (IBM)
พบในผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปี อาการค่อยๆ เป็นมากขึ้นช้าๆ มักทำให้กล้ามเนื้อนิ้วมือและต้นขาอ่อนแรง ตอบสนองต่อการรักษาได้ยาก
| ประเภท | สาเหตุหลัก | อาการเด่น | กลุ่มเสี่ยง | การรักษา |
|---|---|---|---|---|
| เฉียบพลัน (Acute) | บาดเจ็บ ออกกำลังกายหนัก ติดเชื้อ | ปวดเฉพาะจุด บวม | ทุกวัย | พักผ่อน ประคบ ยาแก้ปวด |
| เรื้อรัง (Chronic) | ภูมิคุ้มกัน ใช้งานซ้ำๆ | ปวดเรื้อรัง อ่อนแรงค่อยๆ เพิ่ม | ผู้ใหญ่ | ยากดภูมิ กายภาพบำบัด |
| Polymyositis | ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง | กล้ามเนื้อต้นแขน-ต้นขาอ่อนแรง | อายุ 30-60 ปี | ยากดภูมิ สเตียรอยด์ |
| Dermatomyositis | ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง | อ่อนแรง + ผื่นสีม่วงแดง | เด็กและผู้ใหญ่ | ยากดภูมิ สเตียรอยด์ ดูแลผิวหนัง |
| Inclusion Body Myositis | ไม่ทราบแน่ชัด (เสื่อม+ภูมิคุ้มกัน) | นิ้วมือ-ต้นขาอ่อนแรง ค่อยๆ เป็น | อายุ > 50 ปี | กายภาพบำบัด (ตอบสนองยาได้น้อย) |
💡 กล้ามเนื้ออักเสบแบบเฉียบพลันจากการใช้งานหนักหรือ Office Syndrome รักษาได้ด้วยตัวเอง อ่านวิธีดูแลเบื้องต้นเพิ่มเติมได้ที่บทความ กล้ามเนื้ออักเสบ วิธีรักษา ที่รวมเทคนิคประคบ พัก และบริหารไว้ครบ
กล้ามเนื้ออักเสบ วินิจฉัยอย่างไร
การวินิจฉัยกล้ามเนื้ออักเสบเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์อาจสั่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้
การตรวจเลือด
- Creatine Kinase (CK) — เอนไซม์ที่สูงขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อถูกทำลาย เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ
- ESR / CRP — ตรวจระดับการอักเสบในร่างกาย
- Autoantibodies — ตรวจหาแอนติบอดีที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิคุ้มกัน เช่น Anti-Jo-1
การตรวจอื่นๆ
- EMG (Electromyography) — ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า
- MRI — ดูตำแหน่งและขอบเขตของการอักเสบ
- Muscle Biopsy — ตัดชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อไปตรวจ ใช้ในกรณีที่สงสัยโรคภูมิคุ้มกัน
สำหรับกล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานหนักหรือบาดเจ็บทั่วไป มักไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากอาการและการตรวจร่างกาย
วิธีรักษากล้ามเนื้ออักเสบ
การรักษากล้ามเนื้ออักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง สำหรับกรณีทั่วไปที่เกิดจากการใช้งานหนักหรือบาดเจ็บ สามารถดูแลตัวเองได้ดังนี้
หลัก RICE — การดูแลเบื้องต้น
- Rest (พัก) — หยุดพักกล้ามเนื้อที่อักเสบ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวดมากขึ้น
- Ice (ประคบเย็น) — ประคบน้ำแข็งครั้งละ 15-20 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง ใน 48-72 ชั่วโมงแรก
- Compression (กดรัด) — ใช้ผ้ายืดพันบริเวณที่บวม ช่วยลดอาการบวม
- Elevation (ยกสูง) — ยกส่วนที่อักเสบให้สูงกว่าระดับหัวใจ ช่วยลดบวม
ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบ
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen ช่วยลดทั้งอาการปวดและการอักเสบ เหมาะสำหรับกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน ควรรับประทานหลังอาหารเพื่อลดผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร
ยาคลายกล้ามเนื้อ
ในกรณีที่กล้ามเนื้อเกร็งตัวมาก แพทย์อาจสั่งยาคลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย เช่น Eperisone, Tolperisone หรือ Orphenadrine เพื่อช่วยคลายการเกร็งและลดอาการปวด
กายภาพบำบัด
การทำกายภาพบำบัดช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับกรณีเรื้อรังหรือหลังจากอาการเฉียบพลันดีขึ้นแล้ว
การรักษาเฉพาะทาง
สำหรับกล้ามเนื้ออักเสบจากโรคภูมิคุ้มกัน แพทย์อาจใช้ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) หรือยาสเตียรอยด์ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ยาที่ใช้รักษากล้ามเนื้ออักเสบ
ยาที่ใช้รักษากล้ามเนื้ออักเสบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบ (NSAIDs)
ยากลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ COX ลดการสร้างสาร Prostaglandin ที่ทำให้เกิดอาการปวดและอักเสบ เหมาะสำหรับกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน ช่วยได้ทั้งลดปวดและลดบวม
ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxants)
ยาคลายกล้ามเนื้อช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้นและลดอาการปวดจากการเกร็ง ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อย ได้แก่
- Eperisone — ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อทั้งที่ระดับไขสันหลังและกล้ามเนื้อโดยตรง มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดร่วมด้วย ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น
- Tolperisone — ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อที่ระดับไขสันหลัง มีผลข้างเคียงง่วงซึมน้อยกว่ายาคลายกล้ามเนื้อตัวอื่น
- Orphenadrine — ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อผ่านระบบประสาทส่วนกลาง มักใช้ร่วมกับ Paracetamol เพื่อเสริมฤทธิ์แก้ปวด
📖 อยากเปรียบเทียบยาคลายกล้ามเนื้อแต่ละตัวแบบละเอียด ว่าตัวไหนเหมาะกับอาการแบบไหน? อ่านต่อได้ที่บทความ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยี่ห้อไหนดี ที่เปรียบเทียบให้ครบทุกมิติ
กล้ามเนื้ออักเสบ ประคบร้อนหรือเย็น
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ ควรประคบร้อนหรือเย็น คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของอาการ
ประคบเย็น — ใช้ใน 48-72 ชั่วโมงแรก
ประคบเย็นช่วยลดการไหลเวียนเลือดบริเวณที่อักเสบ ลดบวม ลดปวด เหมาะสำหรับกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลันที่เพิ่งเกิดขึ้น ประคบครั้งละ 15-20 นาที ห่อผ้าก่อนวางบนผิวหนัง
ประคบร้อน — ใช้หลัง 72 ชั่วโมง
ประคบร้อนช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดอาการตึง เหมาะสำหรับกล้ามเนื้ออักเสบที่ผ่านระยะเฉียบพลันไปแล้ว หรืออาการปวดเมื่อยเรื้อรัง
Table 3 — เปรียบเทียบวิธีรักษากล้ามเนื้ออักเสบ
| วิธีรักษา | เหมาะกับสถานการณ์ | ระยะเวลาที่ควรใช้ | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| ประคบเย็น | อักเสบเฉียบพลัน บวม แดง ร้อน | 48-72 ชม. แรก (ครั้งละ 15-20 นาที) | ห่อผ้าก่อนวาง ห้ามวางน้ำแข็งบนผิวโดยตรง |
| ประคบร้อน | ปวดเมื่อยเรื้อรัง กล้ามเนื้อตึง เกร็ง | หลัง 72 ชม. (ครั้งละ 15-20 นาที) | ห้ามใช้ตอนบวมแดง อาจทำให้อักเสบมากขึ้น |
| ยาแก้ปวด NSAIDs (เช่น Ibuprofen) | ปวดปานกลาง มีอาการอักเสบร่วม | ตามแพทย์สั่ง (มักไม่เกิน 7-10 วัน) | รับประทานหลังอาหาร ระวังผู้มีปัญหากระเพาะ |
| ยาคลายกล้ามเนื้อ | กล้ามเนื้อเกร็งตัวมาก ตึงรุนแรง | ตามแพทย์สั่ง (มักใช้ระยะสั้น) | อาจง่วงซึม ไม่ควรขับรถ (บางตัว) |
| กายภาพบำบัด | อาการเรื้อรัง ฟื้นฟูหลังบาดเจ็บ | ต่อเนื่องตามแผนการรักษา | ควรทำภายใต้การดูแลของนักกายภาพ |
| นวด | ปวดเมื่อยทั่วไป กล้ามเนื้อตึง (ไม่อักเสบเฉียบพลัน) | เป็นครั้งคราว | ห้ามนวดบริเวณที่บวมแดงอักเสบ |
กล้ามเนื้ออักเสบ นวดได้ไหม
คำตอบสั้นๆ คือ ขึ้นอยู่กับระยะของอาการ
กรณีที่นวดได้
- กล้ามเนื้อตึงจากการนั่งทำงานนานๆ หรือ Office Syndrome
- อาการปวดเมื่อยทั่วไปที่ไม่มีอาการบวมแดง
- หลังจากอาการอักเสบเฉียบพลันหายดีแล้ว (ผ่าน 72 ชั่วโมง)
กรณีที่ห้ามนวด
- กล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลันที่ยังบวม แดง ร้อน
- สงสัยว่ากล้ามเนื้อฉีกขาด
- มีอาการชา หรืออ่อนแรงร่วมด้วย
การนวดบริเวณที่กำลังอักเสบเฉียบพลันอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายมากขึ้นและอาการแย่ลง ควรรอให้อาการบวมแดงลดลงก่อน
💡 สงสัยว่ากล้ามเนื้ออักเสบ นวดแบบไหนถึงจะดี และแบบไหนที่ควรเลี่ยง? อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ กล้ามเนื้ออักเสบ นวดได้ไหม ที่อธิบายไว้ครบทุกกรณี
กล้ามเนื้ออักเสบ ห้ามกินอะไร
อาหารบางชนิดอาจกระตุ้นการอักเสบหรือทำให้อาการแย่ลง ควรหลีกเลี่ยงในช่วงที่มีอาการ
อาหารที่ควรเลี่ยง
- แอลกอฮอล์ — เพิ่มการอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อขาดน้ำ และรบกวนการฟื้นตัว
- อาหารแปรรูปสูง — ไส้กรอก เบคอน อาหารกระป๋อง มีสารกระตุ้นการอักเสบ
- น้ำตาลสูง — ขนมหวาน น้ำอัดลม กระตุ้นการอักเสบในร่างกาย
- ไขมันทรานส์ — อาหารทอด เบเกอรี่อุตสาหกรรม เพิ่มระดับการอักเสบ
- เกลือมากเกินไป — ทำให้ร่างกายบวมน้ำ อาการบวมแย่ลง
อาหารที่ควรกิน
- ปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง — ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ช่วยลดการอักเสบ
- ผักผลไม้สีเข้ม — เบอร์รี่ ผักใบเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระ
- โปรตีนคุณภาพดี — ไข่ อกไก่ ถั่ว ช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
- น้ำเปล่า — ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วขึ้น
📖 อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ากล้ามเนื้ออักเสบ ห้ามกินอะไรบ้าง และอาหารอะไรช่วยให้หายเร็วขึ้น? อ่านต่อได้ที่บทความ กล้ามเนื้ออักเสบ ห้ามกินอะไร ที่รวมคำแนะนำด้านโภชนาการไว้ครบ
การป้องกันกล้ามเนื้ออักเสบ
การป้องกันดีกว่าการรักษา สามารถลดความเสี่ยงกล้ามเนื้ออักเสบได้ด้วยวิธีเหล่านี้
- วอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย — ยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างน้อย 5-10 นาทีก่อนเริ่ม
- เพิ่มความหนักทีละน้อย — ไม่เพิ่มน้ำหนักหรือความเข้มข้นเกิน 10% ต่อสัปดาห์
- ปรับท่านั่งทำงาน — จอคอมอยู่ระดับสายตา เก้าอี้รองรับหลัง ลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง
- ดื่มน้ำเพียงพอ — ภาวะขาดน้ำทำให้กล้ามเนื้อเกร็งและบาดเจ็บง่ายขึ้น
- นอนหลับให้เพียงพอ — ร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อระหว่างนอนหลับ ควรนอน 7-9 ชั่วโมง
- กินอาหารที่มีโปรตีนและแมกนีเซียม — ช่วยบำรุงและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
กล้ามเนื้ออักเสบส่วนใหญ่ดูแลตัวเองได้ แต่ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้
- ปวดรุนแรงมากจนทนไม่ไหว หรือปวดจนนอนไม่หลับ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้
- มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ
- ปัสสาวะสีเข้มคล้ายน้ำชา (สัญญาณของ Rhabdomyolysis ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน)
- อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง 1-2 สัปดาห์
- มีอาการชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มร่วมด้วย
- สงสัยว่ากล้ามเนื้อฉีกขาด (ปวดรุนแรงทันที ช้ำ บวมมาก)
ซื้อยารักษากล้ามเนื้ออักเสบออนไลน์ได้ที่ Intimo Life
หากต้องการยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ หรือยาคลายกล้ามเนื้อ สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ Intimo Life พร้อมปรึกษาเภสัชกรก่อนสั่งซื้อ จัดส่งแบบมิดชิด สินค้าที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- Myonal (ไมโอนาล) — ยาคลายกล้ามเนื้อ Eperisone ช่วยคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนเลือด
- Biocalm (ไบโอคาล์ม) — ยาคลายกล้ามเนื้อ Tolperisone ง่วงซึมน้อย
- Mydocalm (มายโดคาล์ม) — ยาคลายกล้ามเนื้อ Tolperisone แบรนด์ต้นตำรับ
- Norgesic (นอร์จีสิค) — ยาคลายกล้ามเนื้อ Orphenadrine ผสม Paracetamol แก้ปวดในตัว
- Gofen (โกเฟน) — ยาแก้ปวดต้านอักเสบ Ibuprofen ลดปวดและลดบวม
สมัครสมาชิก Intimo Life เพื่อรับสิทธิพิเศษและปรึกษาเภสัชกรได้ฟรี
Frequently Asked Questions
กล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลันจากการใช้งานหนักมักดีขึ้นใน 3-7 วัน หากเกิดจากการบาดเจ็บอาจใช้เวลา 1-4 สัปดาห์ ส่วนกล้ามเนื้ออักเสบจากโรคภูมิคุ้มกันต้องรักษาต่อเนื่องระยะยาว
กล้ามเนื้ออักเสบคือการอักเสบของเนื้อเยื่อ อาการค่อยๆ เป็น ปวดเมื่อยทั่วไป ส่วนกล้ามเนื้อฉีกขาดคือเส้นใยกล้ามเนื้อขาดจริง มักปวดรุนแรงทันที มีเสียง "ป๊อก" ช้ำ บวมมาก และต้องพบแพทย์
ได้ ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ ซึ่งนำไปสู่อาการปวดเมื่อยและอักเสบได้
ในช่วงที่อาการเฉียบพลัน ควรพักผ่อนและหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว สามารถเริ่มออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน ยืดเหยียด แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนัก
ได้ หลังจากผ่าน 72 ชั่วโมงแรกไปแล้ว การอาบน้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและคลายกล้ามเนื้อ แต่ใน 48-72 ชั่วโมงแรกที่ยังบวมแดง ควรใช้น้ำเย็นหรืออุณหภูมิปกติแทน
ยาทาภายนอกที่มีส่วนผสมของ Diclofenac, Menthol หรือ Methyl Salicylate ช่วยบรรเทาอาการปวดเฉพาะจุดได้ เหมาะสำหรับอาการไม่รุนแรง
หากเป็นซ้ำบ่อยโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เช่น ไม่ได้ออกกำลังกายหนักหรือบาดเจ็บ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ อาจเกิดจากโรคภูมิคุ้มกัน ปัญหาท่าทาง หรือภาวะขาดสารอาหารบางชนิด
กล้ามเนื้ออักเสบในภาษาอังกฤษเรียกว่า "Myositis" มาจากรากศัพท์กรีก "myo" (กล้ามเนื้อ) + "itis" (การอักเสบ) ครอบคลุมทั้งการอักเสบจากการบาดเจ็บทั่วไปและกลุ่มโรคภูมิคุ้มกัน
วิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อ ได้แก่ แมกนีเซียม (ลดตะคริว), วิตามิน D (บำรุงกล้ามเนื้อและกระดูก), โอเมก้า 3 (ลดการอักเสบ) และโปรตีน (ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ) ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานอาหารเสริม
ใน 48-72 ชั่วโมงแรก ควรประคบเย็น (น้ำแข็งห่อผ้า) ครั้งละ 15-20 นาที หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบร้อน (กระเป๋าน้ำร้อน ผ้าชุบน้ำอุ่น) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและคลายกล้ามเนื้อ
⚠️ Disclaimer
The information on this page is for general informational purposes only and is not intended to replace professional medical advice, diagnosis, or treatment from a qualified doctor or pharmacist. If you have any questions about your symptoms or medication, always consult a doctor or pharmacist first.
Related Products
Myositis Treatment
-
MydocalmEffective spasm relief without heavy drowsiness
✓ In stockFrom 80.00 ฿ / -
MyonalMuscle pain relief. Less drowsy than alternatives.
✓ In stock290.00 ฿ / -
BiocalmEffective muscle relaxant that won't slow you down
✓ In stock20.00 ฿ / -
NorgesicFast-acting muscle relaxant and pain relief in one tablet
✓ In stock90.00 ฿ /
Become a member of our store to receive news and exclusive discounts.









