กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ผู้ชาย อาการ ต่างจากผู้หญิงยังไง

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ผู้ชาย อาการ ต่างจากผู้หญิงยังไง

กระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้หญิงกับผู้ชาย ต่างกันยังไง?

  • ผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าผู้ชายมาก เพราะท่อปัสสาวะสั้นกว่าและอยู่ใกล้ทวารหนัก
  • ผู้หญิงประมาณครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ผู้ชายพบน้อยกว่ามาก
  • อาการหลักเหมือนกัน: ปวดแสบขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย/กะทันหัน ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นแรง
  • ผู้ชายอาจมีอาการปวดร้าวที่องคชาตหรือฝีเย็บเพิ่มเติม
  • ปัจจัยเสี่ยงต่างกัน: ผู้หญิง = เพศสัมพันธ์/การคุมกำเนิด/วัยหมดประจำเดือน · ผู้ชาย = ต่อมลูกหมากโต/ท่อปัสสาวะตีบ/นิ่ว
  • การรักษาต่างกัน: ผู้หญิงมักได้ยา 1-5 วัน ผู้ชายมักได้ยานาน 7-14 วัน
  • ผู้ชายที่สงสัยว่าเป็น ควรพบแพทย์เสมอ แม้เป็นครั้งแรก
Supatcheree A., Pharmacist

ตรวจสอบทางการแพทย์โดย

Supatcheree A., Pharmacist | แหล่งข้อมูล: NHS, Cleveland Clinic, MedlinePlus, NIDDK/NIH

อัปเดตล่าสุด: 2026-09-24

กระเพาะปัสสาวะอักเสบคืออะไร

หลายคนสงสัยว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ผู้ชาย อาการ เป็นแบบไหน กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis) คือภาวะที่กระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ E. coli ที่มาจากลำไส้ ปนเปื้อนเข้าสู่ท่อปัสสาวะแล้วไต่ระดับขึ้นไปยังกระเพาะปัสสาวะ จัดเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่พบบ่อยที่สุด และเป็นหนึ่งในการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง

ผู้ชายก็เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้เช่นกัน เพียงแต่พบน้อยกว่ามาก บทความนี้เปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าทั้งสองเพศต่างกันตรงไหนบ้าง ทั้งสาเหตุ อาการ และการรักษา

ทำไมผู้หญิงเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยกว่าผู้ชาย

เหตุผลหลักคือกายวิภาคของท่อปัสสาวะ ท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชายมากและอยู่ใกล้กับทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งเชื้อแบคทีเรียอย่าง E. coli เชื้อจึงเดินทางเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายและเร็วกว่า ขณะที่ท่อปัสสาวะของผู้ชายยาวกว่ามาก เชื้อจึงต้องเดินทางไกลกว่าจะไปถึงกระเพาะปัสสาวะ

ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงประมาณครึ่งหนึ่งจะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ขณะที่พบในผู้ชายน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะก่อนวัยสูงอายุ

📖 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้รายละเอียดสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด อ่านต่อได้ที่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากอะไร? สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

อาการในผู้หญิงและผู้ชาย เหมือนหรือต่างกัน

อาการหลักเหมือนกันในทั้งสองเพศ ได้แก่

  • ปวดแสบขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้นหรือปวดปัสสาวะกะทันหัน
  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นแรง
  • ปวดหน่วงหรือปวดบีบบริเวณท้องน้อยหรือหลังส่วนล่าง
  • บางครั้งมีเลือดปนในปัสสาวะ

ผู้ชายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่องคชาตหรือบริเวณฝีเย็บร่วมด้วย ซึ่งเป็นอาการที่ผู้หญิงไม่ค่อยพบ หากมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดหลัง/ปวดสีข้างร่วมด้วยไม่ว่าเพศใด อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลามขึ้นไปที่ไต ควรพบแพทย์โดยเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงที่พบมากในผู้หญิง

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงโดยเฉพาะ ได้แก่

  • การมีเพศสัมพันธ์ — แรงเสียดสีช่วยพาเชื้อเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • การใช้ไดอะแฟรมหรือสารฆ่าอสุจิคุมกำเนิด
  • การตั้งครรภ์
  • วัยหมดประจำเดือน — ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เยื่อบุท่อปัสสาวะบางลงและติดเชื้อง่ายขึ้น
  • การเช็ดทำความสะอาดจากหลังไปหน้าหลังขับถ่าย

ปัจจัยเสี่ยงที่พบมากในผู้ชาย

ในผู้ชาย ปัจจัยเสี่ยงหลักมักเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้ปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ เช่น

  • ต่อมลูกหมากโต
  • ท่อปัสสาวะตีบ
  • นิ่วในไตที่กีดขวางทางเดินปัสสาวะ

ปัสสาวะที่ค้างอยู่นานเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวน ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่พบได้ทั้งสองเพศคือการใส่สายสวนปัสสาวะ เบาหวาน และภาวะที่ต้องนอนติดเตียงเป็นเวลานาน เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้ชายพบได้น้อยกว่ามาก การเป็นครั้งแรกจึงมักถูกมองว่ามีสาเหตุอื่นแฝงอยู่ที่ควรตรวจหาเพิ่มเติม

เปรียบเทียบผู้หญิงกับผู้ชาย ต่างกันตรงไหนบ้าง

สรุปความต่างสำคัญระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายไว้ในตารางเดียว:

หัวข้อผู้หญิงผู้ชาย
ท่อปัสสาวะสั้น (ประมาณ 4 ซม.) อยู่ใกล้ทวารหนักยาวกว่ามาก (ประมาณ 20 ซม.)
ความถี่ที่พบพบบ่อย ราวครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตพบน้อยกว่ามาก
ปัจจัยเสี่ยงหลักเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิดบางชนิด วัยหมดประจำเดือนต่อมลูกหมากโต ท่อปัสสาวะตีบ นิ่ว
อาการที่อาจเพิ่มมาไม่ค่อยมีอาการเฉพาะเพิ่มเติมอาจปวดร้าวที่องคชาตหรือฝีเย็บ
ระยะเวลายาปฏิชีวนะโดยทั่วไปประมาณ 1-5 วันประมาณ 7-14 วัน
ครั้งแรกควรทำอย่างไรปรึกษาเภสัชกรได้ก่อน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนควรพบแพทย์เสมอ แม้เป็นครั้งแรก

การรักษาต่างกันอย่างไรระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย

หลักการรักษาเหมือนกันคือการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย แต่ระยะเวลาต่างกันตามความซับซ้อนของแต่ละเพศ ในผู้หญิงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน มักได้รับยาปฏิชีวนะระยะสั้นประมาณ 1-5 วัน ส่วนในผู้ชาย เนื่องจากมักมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโต จึงมักได้รับยานานกว่า ประมาณ 7-14 วัน และอาจต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ไม่ว่าเพศใดก็ตาม ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่ได้รับแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงเชื้อดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ หากเป็นซ้ำหลายครั้ง (2 ครั้งใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งใน 12 เดือน) ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางป้องกันระยะยาว เช่น ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำต่อเนื่อง

📖 อ่านเพิ่มเติม: เทียบยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาได้ที่ รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ยาปฏิชีวนะตัวไหนได้ผล?

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ผู้หญิงอายุ 16-64 ปีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และมีอาการทั่วไปโดยไม่มีไข้สูงหรือปวดหลัง มักปรึกษาเภสัชกรเพื่อรับยาได้ก่อน แต่ผู้ชายที่สงสัยว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบควรพบแพทย์เสมอ แม้เป็นครั้งแรก เพราะมีโอกาสสูงกว่าที่จะมีสาเหตุอื่นแฝงอยู่

นอกจากนี้ทุกคนควรพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย:

  • ไข้สูงหรือหนาวสั่น
  • ปวดหลังหรือปวดสีข้าง
  • สับสนหรือซึมลง (พบบ่อยในผู้สูงอายุ)
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มยา
  • เป็นซ้ำบ่อย ตั้งครรภ์ เป็นเบาหวาน หรือใส่สายสวนปัสสาวะอยู่

📖 อ่านเพิ่มเติม: อยากรู้รายละเอียดว่าแบบไหนต้องพบแพทย์ อ่านต่อได้ที่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

วิธีลดความเสี่ยงไม่ให้เป็นซ้ำ

สิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ในทุกเพศ ได้แก่ ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้ได้ปัสสาวะสม่ำเสมอ ไม่กลั้นปัสสาวะ ปัสสาวะให้สุดทุกครั้ง และปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่นาน

สำหรับผู้หญิง ควรเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังเสมอ รักษาบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดและแห้ง หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีน้ำหอมแรง กางเกงชั้นในรัดแน่น และการใช้สารฆ่าอสุจิหากเป็นซ้ำบ่อย

บางคนพบว่าการกิน D-mannose หรือแครนเบอร์รี อาจช่วยลดการเป็นซ้ำได้บ้าง แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีน้ำตาลสูงและอาจตีกับยาบางชนิด เช่น วาร์ฟาริน จึงควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ต่อเนื่อง

📖 อ่านเพิ่มเติม: เจาะลึกวิธีป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำได้ที่ วิธีป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไม่ให้เป็นซ้ำ

ซื้อยารักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ที่ไหน

กระเพาะปัสสาวะอักเสบส่วนใหญ่รักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ต้องได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรหรือแพทย์ ไม่ใช่สินค้าที่ควรซื้อใช้เองโดยไม่ปรึกษาก่อน ที่ Intimo Life มีตัวเลือกยาที่ใช้รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบให้ดูได้ที่ หมวดยารักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ พร้อมปรึกษาเภสัชกรก่อนสั่งซื้อได้เสมอ โดยเฉพาะถ้ายังไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ตรงกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบจริงหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

ไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง เพราะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในร่างกายตัวเอง (ส่วนใหญ่มาจากลำไส้) ที่หลุดเข้าไปในท่อปัสสาวะ ไม่ใช่การแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสหรือการใช้ของร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์สามารถเพิ่มโอกาสให้เชื้อเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายขึ้น จึงควรปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยง

เป็นได้ แต่พบน้อยกว่าผู้หญิงมาก เพราะท่อปัสสาวะของผู้ชายยาวกว่าและอยู่ไกลจากทวารหนัก เชื้อแบคทีเรียจึงเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ยากกว่า เมื่อผู้ชายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโตหรือทางเดินปัสสาวะอุดกั้น จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเสมอ แม้เป็นครั้งแรก

เพราะกายวิภาคของท่อปัสสาวะแตกต่างกัน ท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชายมากและอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อแบคทีเรียอย่าง E. coli เชื้อจึงไต่เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายและเร็วกว่า ปัจจัยเสริมอื่น เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ และวัยหมดประจำเดือน ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในผู้หญิงมากขึ้นไปอีก

หลักการรักษาเหมือนกันคือใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ระยะเวลาต่างกัน ผู้หญิงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนมักได้ยาระยะสั้นประมาณ 1-5 วัน ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่ได้ยานานกว่า ประมาณ 7-14 วัน เพราะแพทย์มักต้องตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ปัญหาต่อมลูกหมาก

อาการหลักเหมือนกัน คือ ปวดแสบขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยและกะทันหัน ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นแรง แต่ผู้ชายอาจมีอาการปวดร้าวที่องคชาตหรือฝีเย็บเพิ่มเติม ซึ่งพบได้น้อยในผู้หญิง หากมีไข้สูงหรือปวดหลังร่วมด้วยในเพศใดก็ตาม ควรพบแพทย์เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าเชื้อลามขึ้นไต

ถ้าเป็นซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งใน 12 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางป้องกันระยะยาว เช่น กินยาปฏิชีวนะขนาดต่ำต่อเนื่อง หรือกินยาครั้งเดียวหลังมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างนี้การดื่มน้ำให้พอ ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ และเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังยังช่วยลดความเสี่ยงได้

มีหลักฐานบางส่วนว่าช่วยลดการเป็นซ้ำได้ในบางคน แต่ไม่ได้ผลกับทุกคนและไม่ใช่ยารักษาเมื่อกำลังติดเชื้ออยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีน้ำตาลสูงและอาจตีกับยาบางชนิด เช่น วาร์ฟาริน จึงควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้าตั้งครรภ์

อาการเล็กน้อยบางครั้งดีขึ้นเองได้ แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษา เชื้อสามารถลามขึ้นไปที่ไตกลายเป็นกรวยไตอักเสบ ซึ่งรุนแรงกว่าและอาจต้องนอนโรงพยาบาล อาการที่บ่งชี้ว่าเชื้อลามขึ้นไต ได้แก่ ไข้สูง หนาวสั่น และปวดหลังหรือปวดสีข้าง หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้

⚠️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

เนื้อหาในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการหรือการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ส่งไว ภายใน 24 ชม.

สั่งวันนี้ จัดส่งเร็ว ไม่ต้องรอนาน สินค้าพร้อมส่งจากในประเทศ

สินค้าเป็นของแท้

คัดเฉพาะสินค้าของแท้ มีมาตรฐาน มั่นใจได้ในคุณภาพทุกชิ้น

ไม่ระบุสินค้ากับผู้ส่ง

แพ็กแนบเนียน ไม่มีระบุชื่อสินค้า เคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

ราคาคุ้มค่า เข้าถึงได้

ราคาสมเหตุสมผล คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพ เลือกได้สบายใจ

สินค้าที่พึ่งดูมา